
แนะเร่งกระจายสาธารณูปโภค
ในผังเมืองฉบับใหม่หลังปี
’55 หวังลดราคาอสังหาฯที่ดินกทม.โพสต์ทูเดย์ — สถาปนิกฯ จี้ กทม.ปรับผังเมืองใหม่ หวังคุมราคาที่ดิน ชี้ทำราคาบ้านพุ่ง สมาคมสินเชื่อฯ แนะขึ้นดาวน์ 20% คุมฟองสบู่
นายทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ฉบับปัจจุบันที่จะหมดอายุในปี 2555 กทม. และจะต้องใช้ผังเมืองฉบับใหม่ ควรปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เพื่อลดปัญหาราคาที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยขยับสูงขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะที่ดินและที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้ามีราคาสูงมาก
“
รัฐนำภาษีของประชาชนไปสร้างรถไฟฟ้า แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการอยู่ใกล้รถไฟฟ้ากลับเป็นกลุ่มนายทุนที่มีที่ดินในบริเวณดังกล่าว นำที่ดินมาขายในราคาสูงหรือมาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยราคาสูง” นายทวีจิตร กล่าวทั้งนี้ หากกรมผังเมืองมองตามการขยายตัวของชุมชน และวางระบบสาธารณูปโภคกระจายไปยังชานเมือง ทำให้เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างสะดวก ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองจะลดน้อยลง และในแต่ละปีราคาที่ดินจะไม่สูงขึ้นจนเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในวงการอสังหาฯ ต้องการเห็นผังเมืองฉบับใหม่เป็นไปในทิศทางนี้
นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการวางผังเมืองเป็นไปอย่างไม่มีระบบ เพราะไม่มีการวางแผนเรื่องระบบสาธารณูปโภคที่ดี จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ กระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง ทำให้เกิดความต้องการที่ดินในตัวเมืองมากขึ้น เป็นผลให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น และกระทบไปยังราคาที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ โครงการคอนโด มิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจำนวนมาก บางโครงการมีราคาสูงเกินกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วไป จึงน่าเป็นห่วงว่าคอนโดมิเนียมเซ็กเมนต์นี้ที่อาจเกิดปัญหาฟองสบู่ได้ เพียงมันเป็นส่วนน้อยเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของทั้งหมด จึงเป็นฟองสบู่ที่ไม่น่ากังวลนัก
อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนถึงภาวะคอนโดที่อาจจะล้นตลาด หรือฟองสบู่คอนโด ก็เพื่อส่งสัญญาณให้ทั้งธนาคารพาณิชย์ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยกำลังจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้ขึ้นรวดเดียว แต่หากไม่รอบคอบก็มีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ คาดว่า ธปท.ยังมีแนวคิดที่จะหามาตรการออกมาชะลอความร้อนแรงของตลาดคอนโด โดยอาจจะตั้งเงื่อนไขให้ธนาคารสำรองความเสี่ยงของสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ที่ 34% หรือ 1 ใน 3 ของความเสี่ยง ก็ต่อเมื่อโครงการนั้นๆ จ่ายดาวน์ไม่ต่ำกว่า 20% ถ้าหากธนาคารใดปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการที่ลูกค้าจ่ายดาวน์ต่ำกว่า 20% ถือว่าสินเชื่อนั้นมีความเสี่ยง 100%
ขณะที่นายวสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตลาดยอมรับการจ่ายเงินดาวน์ที่ 1015% เท่านั้น หากเกินกว่าสัดส่วนดังกล่าวกำลังการซื้อก็จะชะลอตัวลง โดยบริษัทฯ เคยขยับสัดส่วนเงินดาวน์ขึ้นไปที่ 20% ส่งผลให้ยอดขายลดลงทันที จึงต้องปรับลงมาอยู่ที่ 15%







