
กลุ่มดีที โตด้วยนวัตกรรม
กลุ่มบริษัท ดีที เริ่มต้นจากธุรกิจบ้านเช่าและสวนเกษตร ปัจจุบันขยายขอบเขตธุรกิจครอบคลุมมาถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน โครงการที่อยู่อาศัย ตลอดจนธุรกิจนำเข้าและส่งออก เกี่ยวกับอุปกรณ์การสื่อสาร และอุปกรณ์ก่อสร้าง รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม โดยแบ่งเงินสนับสนุน 2% จากรายรับทั้งหมดรัช ตันตนันตา ประธานผู้อำนวยการกลุ่มบริษัท ดีที กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาโอกาสทางธุรกิจและรูปแบบของธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น กลุ่มดีทีจีโอจึงได้ขยายธุรกิจให้ครบวงจร ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นมากกว่า 4 เท่า โดยในปี 2555 มีมูลค่ารายได้ 3,000 ล้านบาท และในปี 2559 มีมูลค่ารายได้ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2560 ตั้งเป้าเติบโตขึ้น 40-50% ด้วยมูลค่ารายได้ 2 หมื่นล้านบาท“การเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้มาจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และธุรกิจในเครือที่กำลังขยายตัว โดยจะพัฒนาคนและระบบควบคู่กันไป กล่าวคือพัฒนาวัฒนธรรมของคน เปลี่ยนกรอบความคิดเข้าใจกระบวนการทำงานกว้างขึ้นเพื่อยกระดับธุรกิจสู่สากล และนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน สร้างคน และสร้างระบบให้แข็งแกร่ง ภายใต้แนวคิดสร้างความย
กลุ่มบริษัท ดีที เริ่มต้นจากธุรกิจบ้านเช่าและสวนเกษตร ปัจจุบันขยายขอบเขตธุรกิจครอบคลุมมาถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน โครงการที่อยู่อาศัย ตลอดจนธุรกิจนำเข้าและส่งออก เกี่ยวกับอุปกรณ์การสื่อสาร และอุปกรณ์ก่อสร้าง รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม โดยแบ่งเงินสนับสนุน 2% จากรายรับทั้งหมด
รัช ตันตนันตา ประธานผู้อำนวยการกลุ่มบริษัท ดีที กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาโอกาสทางธุรกิจและรูปแบบของธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น กลุ่มดีทีจีโอจึงได้ขยายธุรกิจให้ครบวงจร ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นมากกว่า 4 เท่า โดยในปี 2555 มีมูลค่ารายได้ 3,000 ล้านบาท และในปี 2559 มีมูลค่ารายได้ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2560 ตั้งเป้าเติบโตขึ้น 40-50% ด้วยมูลค่ารายได้ 2 หมื่นล้านบาท
“การเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้มาจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และธุรกิจในเครือที่กำลังขยายตัว โดยจะพัฒนาคนและระบบควบคู่กันไป กล่าวคือพัฒนาวัฒนธรรมของคน เปลี่ยนกรอบความคิดเข้าใจกระบวนการทำงานกว้างขึ้นเพื่อยกระดับธุรกิจสู่สากล และนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน สร้างคน และสร้างระบบให้แข็งแกร่ง ภายใต้แนวคิดสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ และดึงนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการทำงาน” รัชระบุ
สำหรับจุดเสี่ยงของธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์และธุรกิจเทรดดิ้งนั้น รัช เปิดเผยว่า ประกอบด้วย 3 สาเหตุหลัก คือ 1.กฎระเบียบและกฎหมายในการดำเนินโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศนั้นๆ ว่าเสถียรภาพและมีความชัดเจนแค่ไหน 2.ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เช่น อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินที่ผันผวนกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์โดยตรง และ 3.การปรับตัวของธุรกิจนั้นๆ ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการทำธุรกิจ ต้องเปลี่ยนให้ทันสังคม ซึ่งสามารถแก้ไขโดยการดึงบุคลากรที่มีความสามารถมาเสริมทัพ
ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ดีที มีบริษัทในเครือ 4 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) 2.บริษัท ดีซูพรีม 3.บริษัท ดีไอดีไซนส์ และ 4.บริษัทดีแพลน (เซี่ยงไฮ้) คอนซัลติ้ง รายได้ประมาณ 60% มาจากธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน (กลุ่ม MQDC) และรายได้ 40% มาจากธุรกิจเทรดดิ้ง หรือธุรกิจซื้อมาขายไป (กลุ่มดี ซูพรีม) สำหรับกลุ่มธุรกิจด้านงานออกแบบ (กลุ่มบริษัท ดีแพลน เซี่ยงไฮ้และดีไอดีไซนส์) รายได้รวมกันเกือบ 1%
สำหรับกลุ่มธุรกิจเทรดดิ้งในปีนี้เน้นช่องทางออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซมากขึ้น เนื่องจากต้องการขยายตลาดในระดับสากล โดยได้จัดจำหน่ายในกลุ่มสินค้า อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นหลัก รวมทั้งวางแผนบุกตลาดภูมิภาคทั้งในอาเซียนและจีน เกี่ยวกับธุรกิจด้านออกแบบ
นอกจากนี้ กิจกรรมสำคัญของดีทีอีกด้านหนึ่งคือกิจกรรมเพื่อสังคม โดยในแต่ละปีได้วางงบประมาณเพื่อพัฒนาภาคสังคมประมาณ 2% ของรายได้ทั้งหมด มีโครงการที่เป็นรูปธรรม คือ มูลนิธิพุทธรักษา จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสผ่านสถานสงเคราะห์เด็กที่มีการดำเนินงานอยู่แล้ว เช่น วัดสระแก้ว และสถานสงเคราะห์พระธรรมจารินีย์ และโครงการดีที แฟมิลี่ ฟาวเดชั่น ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 ที่ฮ่องกง โดยเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม เน้นความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและงานด้านการศึกษา
“หัวใจสำคัญที่ทำให้ดีทีเติบโตอย่างยั่งยืนได้คือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างด้วยนวัตกรรม ทั้งการออกแบบ รวมถึงในทุกกระบวนการทำงานสร้างเอกลักษณ์ในแต่ละโครงการที่ได้ทำ สิ่งสำคัญที่สุดสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากกว่า ด้วยการแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดที่ลูกค้าตั้งโจทย์ไว้” รัช กล่าว







