
‘จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์’ เงินอยู่ใกล้ตัวอันตรายต้องเอาไปลงทุน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน“จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์” กรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย หรือ KS ถือเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมตลาดทุนกว่า 20 ปี ผ่านทั้งการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ บล.ภัทร ก่อนที่จะย้ายมาเป็น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย อีกทั้งมาเป็นฝ่ายขายที่ดุูแลลูกค้าสถาบันในประเทศของโบรกเกอร์ต่างชาติอย่าง บล.ซี แอล เอส เอ มาแล้วเธอทำงานช่วงแรกยังเก็บเงินไม่ได้เพราะปกติฐานเงินเดือนน้อย แค่ดูค่าใช้จ่ายรายวันให้ครอบคลุมก็น่าจะเพียงพอ ประกอบกับหลังเรียนจบปริญญาตรีที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มาทำงานที่แรกคือ บริษัท เอ็กซอน เคมิคอล ได้เรียนรู้จากหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลซึ่งบอกเธอว่า เป็นเด็กอยู่อย่าเพิ่งเก็บเลย เก็บแล้วมันเหนื่อย รอโตกว่านี้เมื่อได้เงินเดือนเยอะขึ้นค่อยเก็บดีกว่า ซึ่งตอนนั้นเธอก็เห็นด้วยเพราะถ้าสมมติเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท จะเก็บ 5,000 บาท มันจะเหนื่อยมากที่จะเก็บให้ได้ระดับนั้นแต่อีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้รู้จักทำงานให้มากเพื่อจะมีรายได้เพิ่มเข้ามา เช่น เมื่อทำงานมีรายได้
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
“จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์” กรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย หรือ KS ถือเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมตลาดทุนกว่า 20 ปี ผ่านทั้งการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ บล.ภัทร ก่อนที่จะย้ายมาเป็น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย อีกทั้งมาเป็นฝ่ายขายที่ดุูแลลูกค้าสถาบันในประเทศของโบรกเกอร์ต่างชาติอย่าง บล.ซี แอล เอส เอ มาแล้ว
เธอทำงานช่วงแรกยังเก็บเงินไม่ได้เพราะปกติฐานเงินเดือนน้อย แค่ดูค่าใช้จ่ายรายวันให้ครอบคลุมก็น่าจะเพียงพอ ประกอบกับหลังเรียนจบปริญญาตรีที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มาทำงานที่แรกคือ บริษัท เอ็กซอน เคมิคอล ได้เรียนรู้จากหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลซึ่งบอกเธอว่า เป็นเด็กอยู่อย่าเพิ่งเก็บเลย เก็บแล้วมันเหนื่อย รอโตกว่านี้เมื่อได้เงินเดือนเยอะขึ้นค่อยเก็บดีกว่า ซึ่งตอนนั้นเธอก็เห็นด้วยเพราะถ้าสมมติเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท จะเก็บ 5,000 บาท มันจะเหนื่อยมากที่จะเก็บให้ได้ระดับนั้น
แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้รู้จักทำงานให้มากเพื่อจะมีรายได้เพิ่มเข้ามา เช่น เมื่อทำงานมีรายได้ 5 หมื่นบาท ก็เก็บเงินไปเลย 1 หมื่นบาท บางทีอาจจะใช้เวลาที่สั้นกว่าการออมมาตั้งแต่เด็กๆ ที่มีรายได้น้อย
หากดูจุดเริ่มต้นการเก็บเงินของเธอ นั่นคือ เอาโบนัสที่ได้มาเก็บเป็นเงินก้อนเลย ซึ่งโชคดีที่ปกติเป็นคนที่มีวินัยเรื่องเงินพอสมควร และก็เก็บเป็นเงินสดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเมื่อมีกองทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็เลือกใช้สิทธิเพื่อหักภาษีเต็มจำนวนตลอด แล้วไม่เคยไปดูพอร์ตเลยว่ามีขนาดเท่าไร ลงทุกปีแล้วปล่อยไปเรื่อยๆ แม้จะมีหลายกองที่ครบกำหนดอายุที่จะไถ่ถอน หรือโยกมาลงในกองหุ้นปกติได้ก็ตาม แต่จะไม่ทำ หรือถอนกองทุนมาเพื่อเอาเงินมาเข้าบัญชีธนาคารไว้ เพราะจะทำให้เห็นตัวเลขในบัญชี แล้วจะอันตราย เนื่องจากถือคติว่า “เงินใกล้เรามันอันตราย ซึ่งง่ายมากที่จะนำไปใช้จ่ายต่อทันที”
อีกทั้งยังแนะนำวิธีเก็บเงินนี้ไปยังลูกน้องโดยบอกเสมอให้เอาไปซื้อกองทุนไว้ พร้อมให้หลักคิดว่า “ถ้าซื้อกองทุนแล้วในปีนี้ และยังมีชีวิตอยู่รอดได้ แสดงว่าเงินก้อนนั้นไม่มีความจำเป็น และจงลืมมันไปเลย จนวันหนึ่งที่เราแก่และเกษียณอายุ เงินที่สะสมไว้ ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด เงินก้อนนั้นย่อมมีค่ากลับมาเสมอ เพราะวันนั้นเป็นวันที่ไม่มีเงินหรือมีรายได้อีกต่อไปแล้ว”
แต่ลูกน้องทักท้วงว่า ถ้าเอาเงินไปลงทุนในกองทุนแล้วขาดทุนจะทำอย่างไร ซึ่งเธอก็ตอบว่าอย่างน้อยเงินก้อนนั้นก็ยังมีเงินเหลือให้ก็ยังดีกว่าเอาเงินไปซื้อกระเป๋าทั้งจำนวน วันหนึ่งไม่ชอบขึ้นมาก็เท่ากับว่าเสียเงินนั้นไปทั้งก้อน
เธอทำทุกอย่างให้ลูกดูมากกว่าที่จะสอนโดยตรง แม้ลูกชายทั้งสองคนจะเรียนโรงเรียนภาคภาษาอังกฤษ แต่เชื่อว่าเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ได้เงินจากผู้ปกครองน้อยที่สุดในโรงเรียน เพราะให้เบี้ยเลี้ยงเป็นรายสัปดาห์ที่เฉลี่ยต่อวันแล้วไม่พอกินสตาร์บัคส์ในแต่ละวันได้แน่นอน ยกเว้นถ้าเขาจะกินก็ต้องเก็บหอมรอมริบเอาเองว่าจะอดวันไหน
“หลายครั้งก็เห็นลูกใช้เงินอย่างคุ้มค่า บางทีของที่อยากได้ราคาแพงแต่ก็อด เพราะเขาเห็นแม่เหนื่อย และเริ่มชั่งน้ำหนักและคิดถี่ถ้วนว่า ของที่อยากได้นั้นคุ้มหรือไม่คุ้ม บางครั้งรอซื้ออาหารที่มีโปรโมชั่นซื้ออาหารขยะชุดหนึ่งกว่า 200 บาท เขาก็บอกเหตุผลที่ซื้อเพราะลดมาจาก 400 กว่าบาท แล้วก็ไม่ได้มาขอเงินเพิ่มจากเราด้วย สรุปลูกๆ ก็ชอบเห็นตัวเลขเงินในบัญชีของเขาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน”
เธอไม่ได้บอกว่าชีวิตสามารถปล่อยให้เงินทำงานไปได้แล้ว เพราะตลอดการใช้ชีวิตเป็นคนไม่ได้ตั้งเป้าหมายไกล แต่เป็นคนที่ทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุดและใช้ชีวิตให้มีความสุขก็เพียงพอ เช่นเดียวกับการสอนลูกที่เขาอาจมีครบทุกอย่างแล้วมีคนไปรับส่งโรงเรียน และไม่ได้ตามใจลูกเรื่องใช้เงินฟุ่มเฟือย แถมให้รู้จักพอและอิ่มกับสิ่งที่เขามีในตอนนี้ ก็เพียงพอที่ทำให้สามารถยิ้มและหัวเราะได้ทุกวัน







