
การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ดีต่อใจ
การเร่งพัฒนาระบบรางทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รวมถึงรถไฟฟ้าใน กทม.และปริมณฑล
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
การเร่งพัฒนาระบบรางทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รวมถึงรถไฟฟ้าใน กทม.และปริมณฑล หากมองถึงความจำเป็นกับประเทศที่มีประชากรในระดับ 60-70 ล้านคน ในแง่ของการวางกลยุทธ์ที่จะเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและในระดับภูมิภาค ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องลงทุน เพราะระบบรางยังคงเป็นการเดินทาง และขนส่งที่ต้นทุนต่ำ แต่การวางแผนการลงทุน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องระวัง
การพัฒนาระบบรางจะมีเงื่อนไขของความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่มาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจในการลงทุน ซึ่งในความเข้าใจของคนจะเข้าใจว่ากทม.เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นสูง แต่ที่จริงแล้ว กทม.มีความหนาแน่นต่ำ แต่ที่เห็นว่าหนาแน่นจะอยู่บนถนนเป็นหลัก ถ้าลองเดินห่างออกจากถนนมาในระยะ 10 เมตร จะพบว่าความหนาแน่นของคนน้อยลง เนื่องจากการพัฒนาเมืองของ กทม.ขาดการวางแผนมาช่วงหนึ่ง กลายเป็นเมืองที่กระจายตัวออกไปค่อนข้างที่จะไม่มีประสิทธิภาพ และมีความหนาแน่นค่อนข้างต่ำ
เมื่อมีการลงทุนรถไฟฟ้าอีกหลายเส้นทาง ก็ต้องมาปรับตัวให้มีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นในแนวเส้นทางต่างๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร เพราะกว่าจะรอให้เกิดการปรับโครงสร้างของเมืองทำให้เกิดความหนาแน่นเพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางใหม่จากการใช้รถ ใช้ระบบขนส่งอื่นมาใช้รถไฟฟ้าก็ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร และแต่ละเส้นทางจะใช้เวลาที่ไม่เท่ากัน
การวางแผนระบบรางเรื่องของเฟสซิ่งดูว่าอะไรทำก่อนทำหลังเรื่องของความคุ้มทุน เรื่องของประโยชน์การพัฒนา จึงต้องเป็นเรื่องที่นำมาพัฒนาร่วมกัน บางเส้นทางผ่านไปในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูงก็อาจจะคุ้มทุน แต่จะไม่เกิดประโยชน์จากการพัฒนา เพราะมีการพัฒนาเต็มไปหมดแล้ว ขณะที่บางเส้นทางผ่านในพื้นที่มีความหนาแน่นน้อยมีพื้นที่ว่างที่สามารถจะสร้างอะไรใหม่ได้ง่ายกว่า แต่ก็จะไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว และความคุ้มทุนก็ต้องใช้เวลา จึงต้องมีการวางแผนที่แต่ละเรื่องจะต้องสมดุลกัน
ในต่างประเทศการพัฒนาระบบรางจะทำไปพร้อมๆ กับการเติบโตของเมือง ซึ่งก็ต้องใช้เวลาที่ยาวนานมาก อย่างเช่นในลอนดอนและโตเกียว ช่วงที่เมืองเติบโตก็ได้มีการพัฒนาระบบรางไปพร้อมๆ กัน แต่ใน กทม.เมืองโตมาก่อนอย่างไร้ทิศทาง และจึงนำระบบรางมาใส่และพยายามเร่งทำให้เร็วในช่วงสั้นๆ ซึ่งการปรับตัวไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ในช่วงแรกก็อาจจะต้องเกิดภาวะเงินจมได้
หากพิจารณาจากเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีอยู่จะพบว่า สายบีทีเอสเป็นสายหลักที่เป็นรัศมีขนคนจากชานเมืองเข้าสู่ในเมืองซึ่งเส้นทางผ่านพื้นที่สำคัญๆ ส่วนสายเอ็มอาร์ทีเป็นสายวงแหวนที่จะส่งคนเข้าสู่สายบีทีเอส ขณะที่สายสีแดงรังสิตบางซื่อเป็นสายรัศมีเช่นเดียวกับบีทีเอสและอยู่ใกล้กันเกินไปแทนที่จะต้องสร้างให้ห่างกัน เพื่อคลุมพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เมื่อมีเส้นทางที่ใกล้กันจนเกินไป ก็ต้องมีสายสีเหลือง-ชมพู เข้ามารับส่งคนเข้าสู่สายสีแดง และเขียว เกิดเป็นการลงทุนซ้อนกันขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง รถไฟฟ้าก่อให้เกิดประโยชน์กับคน กทม.และปริมณฑลให้เกิดความสะดวกในการเดินทาง ถ้าคน กทม.ปลอดจากเรื่องปัญหารถติดชีวิตก็จะมีความสุขขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ เป็นการลงทุนที่ประชาชนอยากได้ แต่มันจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นพร้อมๆ จังหวะเวลาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ คือถ้าช้าไปคนก็รอไม่ไหว แต่ถ้าเร็วไปก็อาจจะส่งผลเสียหายได้เหมือนกัน
ส่วนรถไฟความเร็วสูงก็ประสบปัญหาเดียวกันคือเรื่องของความหนาแน่นประชากรในพื้นที่ สายที่มีศักยภาพที่สุดคือสายที่วิ่งไปทางตะวันออก เพราะผ่านพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง ขณะที่สายตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสายที่มีความต้องการร่วมกันระหว่างไทยกับจีนเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า ส่วนสายเหนือ และสายใต้ ถือว่ามีความหนาแน่นที่ต่ำถ้าไม่นับสถานีต้นทางกับปลายทาง







