
ธุรกิจลีสซิ่ง...ซิ่ง
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจลีสซิ่ง-ธุรกิจสินเชื่อบุคคล ธุรกิจเช่าซื้อสินเชื่อรายย่อยเพื่อผู้ประกอบอาชีพ
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจลีสซิ่ง-ธุรกิจสินเชื่อบุคคล ธุรกิจเช่าซื้อสินเชื่อรายย่อยเพื่อผู้ประกอบอาชีพ ถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างมาก ทั้งกำไรสุทธิ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น บริษัทที่จดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ราคาพุ่งขึ้นร้อนแรงตามผลดำเนินงานที่ดีขึ้น
กรณีของบริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) กำไรที่เติบโตทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นแรง ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มจาก 2.5 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2557 ขึ้นมาอยู่ที่ 6.4 หมื่นล้านบาท บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) ราคาที่เพิ่มขึ้นทำให้มาร์เก็ตแคปพุ่งจาก 2.4 หมื่นล้านบาท เป็น 4.5 หมื่นล้านบาท บริษัท กรุ๊ปลีส (GL) ผลของราคาที่พุ่งขึ้นทำให้มาร์เก็ตแคปเพิ่มจาก 5,300 ล้านบาท มาอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป (ACAP) มาร์เก็ตแคปเพิ่มจาก 850 ล้านบาท มาอยู่ที่ 7,039 ล้านบาท ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพราะกังวลปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคเข้าถึงทุนได้ยาก เมื่อสภาพรวมเป็นแบบนี้ก็เป็นโอกาสของบริษัทหรือผู้ประกอบการที่เข้ามาทำธุรกิจลีสซิ่ง ธุรกิจเช่าซื้อสินเชื่อรายย่อยเพื่อผู้ประกอบอาชีพ หรือนาโนไฟแนนซ์ ที่อาสาเข้ามาเป็นแหล่งทุนให้กับธุรกิจมีการเจริญเติบโตอย่างมาก เพราะหากมีทุนมีระบบการจัดการที่ดีในยามที่ระบบธนาคารพาณิชย์มีความวิตกกังวลก็เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ
อนาคตธุรกิจนี้จะเติบโตต่อไปหรือไม่ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่ 0.75-1% แล้วดอกเบี้ยในประเทศไทยจะขึ้นตามหรือไม่ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ธุรกิจจะได้รับจะดีต่อไปหรือไม่ โพสต์ทูเดย์ ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในธุรกิจนี้
สุกัญญา สุขเจริญไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ACAP กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด 0.25% มาอยู่ที่ 0.75% อนาคตจะขึ้นอีก ก็มองว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจเพราะมองว่าแม้เฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่หากมองมาในประเทศไทยก็เชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ก็ยังไม่ขึ้น และถึงแม้ว่าถึงระยะหนึ่งจะมีการขึ้นดอกเบี้ยก็มองว่า ไม่กระทบต่อการทำธุรกิจ เพราะบริษัทเองมีการเตรียมพร้อมในเรื่องของแหล่งที่มาของเงินทุน ทั้งจากตลาดหุ้นกู้ที่ได้ขอผู้ถือหุ้นในการออกหุ้นกู้อยู่แล้ว ปัจจุบันมีวงเงินรวม 4,000 ล้านบาท ซึ่งได้ออกไปแล้ว 2,000 ล้านบาท โดยมีดอกเบี้ยที่ 5.5% ถือว่าไม่สูงนัก ขณะที่ในการปล่อยกู้จะคิดดอกเบี้ยที่ 15% จะเห็นว่ายังมีช่วงต่างที่ทำได้อยู่และหากดอกเบี้ยขึ้นก็จะขึ้นทั้งสองข้าง ดังนั้นหากดอกเบี้ยนโยบายขึ้นบริษัทก็สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยได้ด้วย
“ACAP ถือว่าเป็นธุรกิจที่เข้ามาเป็นสะพานเชื่อมให้กับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนระยะสั้น ระหว่างรอเงินกู้จากสถาบันการเงิน หรือต้องการวงเงินเพื่อให้สามารถปิดโครงการหรือธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในขั้นสุดท้าย ดังนั้นการปล่อยกู้จะมีระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะเน้นปล่อยให้กับลูกค้าประเภทอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันคุ้มจึงไม่กังวลและในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อจะรัดกุมรอบคอบ”
นอกจากนี้ ด้วยสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงมองว่าธุรกิจของบริษัทยังจะเติบโตได้อีกเพราะธุรกิจที่ต้องการเงินทุนสั้นเพื่อขยายธุรกิจยังต้องการ ซึ่ง ACAP คาดหวังให้เป็นสถาบันสินเชื่อเพื่อเติมเต็มให้กับธุรกิจที่ต้องการเงินทุน
ประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร (TK) กล่าวว่า ได้เตรียมความพร้อมที่จะรับกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นโดยตลอดปี 2559 ได้ออกหุ้นกู้รวม 2,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.33% ล่าสุด ออกหุ้นกู้ชุดใหม่อีก 1,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.83% จึงทำให้ควบคุมอัตราดอกเบี้ยคงที่ในระดับต่ำได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้า จะมีการปรับขึ้นตามความเป็นจริงของตลาด ทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ากับต้นทุนดอกเบี้ยมีส่วนต่างจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผลประกอบการโดยรวม
“เป็นจุดเริ่มต้นของดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดเงินทั่วโลกให้มีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น แรงกดดันดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น” ประพล กล่าว







