
ล้วงลึก...อีดีซีพูล ทำไมต้องแยก 2 ค่าย?
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์โครงการติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีดีซี เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากกระทรวงการคลังลงนามว่าจ้างธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ให้วางเครื่องอีดีซีในหน่วยงานราชการและร้านค้าจำนวนรวม 5.57 แสนแห่งภายในเดือน มี.ค. 2561น่าสังเกตว่า กระทรวงการคลังต้องเซ็นสัญญาว่าจ้าง 2 ครั้ง เนื่องจากมี 2 กลุ่ม (คอนซอร์เตียม) ที่ได้รับคัดเลือก คือ กิจการการค้าร่วมโครงการอี-เพย์เมนต์ ของธนาคารกรุงเทพและกสิกรไทย และกลุ่มแท็ปส์ (Thai Alliance Payment System : TAPS) ที่มี 5 ธนาคาร คือ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทย ไทยพาณิชย์ และธนชาตงานนี้ ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวเพื่อวางเครื่องอีดีซีได้ เพราะความแตกต่างกันมากเกินไปทั้งจำนวนฐานลูกค้าบัตรและส่วนแบ่งตลาดเครื่องอีดีซี ทำให้ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งธนาคารกรุงเทพและกสิกรไทย ครองตลาดอีดีซีรวมกันถึง 70% เข้าใจกันดีจึงหันมาจับมือกันเองเมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีดีซีหันไปจับมือกันเอง ทำให้ 6 ธนาคารที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 30% ต้องหันหน้าเข้าหากัน โดยมีผู้นำ คือ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ที่เชื่อในหลักการของการใช้
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โครงการติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีดีซี เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากกระทรวงการคลังลงนามว่าจ้างธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ให้วางเครื่องอีดีซีในหน่วยงานราชการและร้านค้าจำนวนรวม 5.57 แสนแห่งภายในเดือน มี.ค. 2561
น่าสังเกตว่า กระทรวงการคลังต้องเซ็นสัญญาว่าจ้าง 2 ครั้ง เนื่องจากมี 2 กลุ่ม (คอนซอร์เตียม) ที่ได้รับคัดเลือก คือ กิจการการค้าร่วมโครงการอี-เพย์เมนต์ ของธนาคารกรุงเทพและกสิกรไทย และกลุ่มแท็ปส์ (Thai Alliance Payment System : TAPS) ที่มี 5 ธนาคาร คือ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทย ไทยพาณิชย์ และธนชาต
งานนี้ ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวเพื่อวางเครื่องอีดีซีได้ เพราะความแตกต่างกันมากเกินไปทั้งจำนวนฐานลูกค้าบัตรและส่วนแบ่งตลาดเครื่องอีดีซี ทำให้ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งธนาคารกรุงเทพและกสิกรไทย ครองตลาดอีดีซีรวมกันถึง 70% เข้าใจกันดีจึงหันมาจับมือกันเอง
เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีดีซีหันไปจับมือกันเอง ทำให้ 6 ธนาคารที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 30% ต้องหันหน้าเข้าหากัน โดยมีผู้นำ คือ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ที่เชื่อในหลักการของการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Share Infrastructure) เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
ความริเริ่มความร่วมมือเกิดขึ้นเมื่อกลางปี 2559 ขณะนั้นมีธนาคารออมสินร่วมด้วย แต่สุดท้ายต้องถอนตัวเพราะติดข้อกฎหมายสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทำให้กลุ่มแท็ปส์เหลือ 5 ธนาคารในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การที่อีดีซีพูลแตกออกเป็น 2 คอนซอร์เตียม ถือเป็นข้อดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พอใจ เพราะทำให้เกิดกลไกการแข่งขันขึ้น ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ร้านค้า ผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐ ที่ได้ใช้บริการอีดีซีด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกลง เพราะทั้งสองค่ายต้องพยายามทำการตลาดชิงร้านค้าให้มาใช้บริการมากที่สุด
ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าค่ายกรุงเทพและกสิกรไทยน่าจะได้เปรียบเพราะมีประสบการณ์มานาน สามารถพลิกกลยุทธ์สู้ได้ทุกรูปแบบ ทั้งราคา โปรโมชั่น และบริการ โดย โชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เชื่อว่า ทางกลุ่มจะมีส่วนแบ่งตลาดวางอีดีซีเกิน 50% หรือไม่ต่ำกว่า 3 แสนเครื่องแน่นอน
ทว่า ค่ายแท็ปส์ก็มีจุดแข็งของธนาคารกรุงไทย ที่เป็นสถาบันการเงินหลักของหน่วยงานราชการ น่าจะกวาดตลาดนี้ได้ ส่วนการเจาะฐานร้านค้ารับบัตรนั้น จะชูความแตกต่างของเครื่องอีดีซีรูปแบบใหม่ที่มีฟังก์ชั่นของ 5 ธนาคารในเครื่องเดียว แต่ขณะเดียวกัน 5 ธนาคารก็ต้องแข่งขันกันเองเพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการ
สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมที่ธนาคารจะเรียกเก็บจากร้านค้า แม้รัฐจะกำหนดเพดาน 0.55% ซึ่งถูกมาก และต้องแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ให้เจ้าของเครื่อง เจ้าของบัตร และไอทีเอ็มเอ็กซ์ผู้ทำระบบสวิตชิ่ง แต่เชื่อว่า แต่ละธนาคารจะงัดกลยุทธ์ด้านราคาออกมาชิงร้านค้าให้รับบัตรธนาคารของตนแน่นอน
ส่วนอนาคตของอีดีซีพูล 2 ค่ายจะรวมกันเป็นหนึ่งหรือไม่ ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ระบุว่า ไม่ได้ปิดโอกาสแต่อาจเกิดยาก เพราะแค่การพูลระหว่าง 5 ธนาคารยังไม่ง่าย และอีดีซีพูลต่างจากเอทีเอ็มพูล โดยเอทีเอ็มพูลนั้น ร่วมกันเฉพาะการเชื่อมต่อ แต่เครื่องยังเป็นของแต่ละธนาคาร ไม่เต็มรูปแบบเหมือนอีดีซีที่กลุ่มแท็ปส์เป็นทั้งเจ้าของเครื่องและมีระบบร่วมกัน แต่หากเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นอาจมีช่องทางมารวมกันได้
จากนี้ไปจึงต้องติดตามด้วยใจระทึกว่า ค่ายน้องใหม่อย่างแท็ปส์ที่เอาจริงในการบุกอีดีซี จะสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดอีดีซีได้หรือไม่ และเป็นการพิสูจน์ว่า แนวคิดใดที่ใช่สำหรับธุรกิจนี้ ระหว่างการทำเอง และการร่วมกันทำ







