
ธนาคารโลกชำแหละ ไทยพัฒนาศก.ไม่ถูกทาง
โดย...พรสวรรค์ นันทะอูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่เข้าสู่เส้นทางที่จะยกระดับ ทำให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้นจากปัจจุบัน หรือทำให้คนหลุดพ้นจากความจน “ตอนนี้ไทยยังไม่อยู่ในแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เหมาะสม แต่ถ้าเรากลับเข้าสู่เส้นทางที่เหมาะสมได้จะทำให้คนจนน้อยลง ลดความเหลื่อมล้ำได้มากขึ้น หลายอย่างเราเริ่มทำแล้ว แต่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีก บางอย่างยังไม่อยู่ในแผนงาน แต่ไทยยังมีโอกาสกลับมาฟื้นฟู หรือเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น ธนาคารโลกสามารถแชร์ไอเดีย หรือให้คำแนะนำจากประสบการณ์ที่เราได้รับมาจากทั่วโลกได้ แต่ถึงที่สุดแล้วไทยต้องหาเส้นทางของตัวเอง” อูลริค กล่าวลารส์ ซอนเดอร์การ์ด ผู้นำกลุ่มงานด้านการพัฒนามนุษย์และความยากจน ธนาคารโลก ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ที่วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาประเทศ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกลับมาขับเลื่อนได้อีกครั้งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง เคยเติบโตเฉลี่ย 7.7% ต่อปี ตลอดช่วงปี 2503-2539 แต่การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงหลังได้ชะลอตัวลงมาเติบโตเฉลี่ยที่ระดับ 3.3% ในช่วงปี 254
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
อูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่เข้าสู่เส้นทางที่จะยกระดับ ทำให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้นจากปัจจุบัน หรือทำให้คนหลุดพ้นจากความจน
“ตอนนี้ไทยยังไม่อยู่ในแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เหมาะสม แต่ถ้าเรากลับเข้าสู่เส้นทางที่เหมาะสมได้จะทำให้คนจนน้อยลง ลดความเหลื่อมล้ำได้มากขึ้น หลายอย่างเราเริ่มทำแล้ว แต่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีก บางอย่างยังไม่อยู่ในแผนงาน แต่ไทยยังมีโอกาสกลับมาฟื้นฟู หรือเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น ธนาคารโลกสามารถแชร์ไอเดีย หรือให้คำแนะนำจากประสบการณ์ที่เราได้รับมาจากทั่วโลกได้ แต่ถึงที่สุดแล้วไทยต้องหาเส้นทางของตัวเอง” อูลริค กล่าว
ลารส์ ซอนเดอร์การ์ด ผู้นำกลุ่มงานด้านการพัฒนามนุษย์และความยากจน ธนาคารโลก ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ที่วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาประเทศ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกลับมาขับเลื่อนได้อีกครั้งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง เคยเติบโตเฉลี่ย 7.7% ต่อปี ตลอดช่วงปี 2503-2539 แต่การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงหลังได้ชะลอตัวลงมาเติบโตเฉลี่ยที่ระดับ 3.3% ในช่วงปี 2548-2558 เนื่องจากไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันที่สภาพเศรษฐกิจโลกจัดทำช่วงปี 2549-2550 และช่วงปี 2559-2560 ซึ่งพบว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม ไล่ทันหรือแซงไทยในหลายด้าน อาทิ นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการฝึกอบรบ เป็นต้น
“ไทยเติบโตชะลอมากกว่าประเทศ อื่นๆ ในภูมิภาค คือ ประเทศอื่นก็เติบโตชะลอลง แต่ไทยชะลอลงเร็วกว่าประเทศอื่นค่อนข้างมาก” ลารส์ กล่าว
ลารส์ กล่าวว่า ในปี 2557 ไทยยังมีคนยากจนอยู่ประมาณ 7.1 ล้านคน ซึ่งอยู่ใต้เส้นความยากจนหากวัดคนจนจากการบริโภค หรือใช้จ่ายที่ต่ำกว่า 6.2 เหรียญสหรัฐ/วัน/คน หรือประมาณ 217 บาท/วัน (หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ) และมีคนอีกประมาณ 7 ล้านคน ที่มีความเสี่ยงจะกลับไปเป็นคนยากจนอีก หากมีเหตุปัจจัยมาทำให้สะดุดหรือเศรษฐกิจโตได้ต่ำลงเรื่อยๆ
สำหรับคนจนส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างกรุงเทพฯ และชนบทยังกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องระดับรายได้ครัวเรือน การใช้จ่าย การศึกษา ทักษะ และผลิตภาพ ซึ่งการเติบโตของผลิตภาพแรงงานได้ลดลงจาก 6.8% เฉลี่ยในช่วงปี 2529-2539 เหลือ 2.6% ในช่วงปี 2547-2557 เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นในการส่งออกที่ลดลงและ
การเติบโตที่ชะลอลง จากก่อนวิกฤตเศรษฐกิจอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เฉลี่ยอยู่ที่ 7.7% ลดลงเหลือ 3.3% ในช่วงปีปี 2548-2558
“หากจีดีพีไทยยังโตระดับนี้ประเทศ ไทยต้องใช้เวลาอีกประมาณ 20 จึงจะข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางเพื่อบรรลุไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ ซึ่งไปยังต้องเผชิญกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอีก 13 ข้างหน้าไทยจะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยมากสุดในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออก ประสิทธิภาพคนวัยแรงงานจะลดลงอีก” ลารส์ กล่าว
ฃดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่าถ้าเศรษฐกิจไทยโตปีละ 4.3% จะช่วยลดเส้นความยากจนได้ปีละประมาณ 2.4% แต่ในช่วงปี 2543 มาถึงปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรตกต่ำทำให้ช่วยลดความยากจนได้เพียงปีละ 1.9% ซึ่งจากสมมติฐานนี้เราจะสามารถลดจำนวนคนจนจากเส้นความยากจนที่มีประมาณ 7 ล้านคน ให้หมดไปได้ใน 7 ปี แต่เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 3-3.5% เท่านั้น ทำให้การลดจำนวนคนจนให้หมดไปจะทอดเวลานานออกไปอีกเรื่อยๆ โดยในปี 2560 ธนาคารโลกยังคาดว่าจีดีพีไทยจะที่ 3.2% เท่าปี ที่ผ่านมา







