
ดัชนีชี้นำการส่งออกส่งสัญญาณครึ่งปีหลังชะลอตัว
ดัชนีชี้นำการส่งออกส่งสัญญาณเตือน การส่งออกครึ่งปีหลังชะลอตัวลง คาดครึ่งปีหลังมีมูลค่าการส่งออก 9.42 หมื่นเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11% ลดลงจากครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 36% รวมทั้งปีส่งออกโตได้ 22.6%
ดัชนีชี้นำการส่งออกส่งสัญญาณเตือน การส่งออกครึ่งปีหลังชะลอตัวลง คาดครึ่งปีหลังมีมูลค่าการส่งออก 9.42 หมื่นเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11% ลดลงจากครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 36% รวมทั้งปีส่งออกโตได้ 22.6%
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอกาค้าไทย เปิดเผยว่า จากดัชนีชี้นำการส่งออกเดือนก.ค.2553 ส่งสัญญาณเตือนการส่งออกครึ่งปีหลังปี 2553 จะชะลอตัว โดยค่าดัชนีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 100.98 จากเดือนมิ.ย.ที่อยู่ที่ระดับ 101.07 แต่ยังคงอยู่เหนือเส้นมาตรฐาน 100 ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการส่งออกในช่วงเดือนต.ค.จะชะลอตัวลง
ขณะที่การส่งออกในช่วงไตรมาส 3 คาดว่าจะมีมูลค่า 4.83 หมื่นเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 17.6% จากปีก่อน ส่วนไตรมาส 4 มูลค่า 4.59 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.3% รวมการส่งออกครึ่งปีหลังน่าจะมีมูลค่าการส่งออกทึ่ 9.42 หมื่นเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11.8% ลดลงจากช่วงคร่งปีแรกที่มีการขยายตัวในระดับ 36.6% และการส่งออกทั้งปีจะมีมูลค่ารวม 1.87 แสนเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 22.6% ถือเป็นเป้าหมายที่ปรับขึ้นจากเดิมที่เคยตั้งไว้ที่ระดับ 10-15%
สำหรับปัจจัยเสี่ยงการส่งออกครึ่งปีหลังประกอบด้วยเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งมีหลายประเทศที่เข้าสู่ช่วงภาวะชะลอตัว ได้แก่ ฝรั่งเศาส อิตาลี จีนและอินเดีย หลังจากที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านจุดสูงที่เดือนม.ค. 2553 มาแล้ว ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมการผลิตของโลกเดือนส.ค. 2553 อยู่ที่ระดับ 53.8 ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นับจากธ.ค.2552 เนื่องจากคำสั่งซื้อและการผลิตที่ชะลอลง
การลดค่าเงินดองของเวียดนาม ที่ปรับลดมาแล้ว 3 ครั้งรวมกว่า 10% ค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้น โดยในเดือนก.ค.ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเป็นลำดับ 3 ในอาเซียน รองจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย เดือนส.ค. ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากมาเลเซีย โดยการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อการส่งออก 0.1% แต่หากเทียบกับทิศทางค่าเงินในภูมิภาคแล้วยังถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงไตรมาส 3 คาดว่าจะอยู่ที่นะดับ 31.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และไตรมาส 4 น่าจะอยู่ที่ 29.8 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ รวมทั้งปีเงินบาทจะอยู่ที่ระหว่าง 31.6-31.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าเกษตรจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากใช้วัตถุดิในประเทศประมาณ 80% รวมทั้งประเทศคู่แข็งในภูมภาคในกลุ่มสินค้าเกษตร ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มีอัตราการแข็งค่าต่ำกว่าไทย ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมจะได้รับอานิสงค์จากการนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกลง และประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย มีค่าเงินแข็งกว่าไทย
ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าเงินบาท 1% จะส่งผลให้สินค้าที่มีการนำเข้าวัตถุดิบมากกว่า 60% เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จะนำเข้าเพิ่มขึ้น 4% ยานพาหนะ ชิ้นส่วน นำเข้าเพิ่มขึ้น 1.91% เป็นต้น
“ไทยควรจะใช้โอกาสจากเงินบาทแข็งค่า โดยผู้ประกอบการควรใช้โอกาสนี้ไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้าน และเร่งซื้อของที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เช่น เครื่องจักร โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ควรจะนำเข้าเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ มาเพิ่มผลผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ” นายอัทธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้นำการส่งออก เป็นดัชนีชี้นำผสม ที่สร้างจากตัสวแปรชี้นำภาคการส่งออก โดยสามารถชี้นำการส่งออกล่วงหน้าของไทยเฉลี่ย 3 เดือน







