
เปิดวิชั่น‘ฟอร์ติเน็ต’ เกราะกันภัยไซเบอร์
การขับเคลื่อนประเทศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 องค์กรต่างๆ จึงต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ดำเนินธุรกิจ และสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
การขับเคลื่อนประเทศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 องค์กรต่างๆ จึงต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ดำเนินธุรกิจ และสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการโจมตีที่หวังผลทางเศรษฐกิจ ทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กร เป็นการต่อสู้บนโลกแห่งการค้าไร้พรมแดนที่มีแนวโน้มว่าต้องเผชิญมากขึ้น
พีระพงศ์ จงวิบูลย์ รองประธานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ฟอร์ติเน็ต เปิดเผยว่า นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ดิจิทัลอีโคโนมี หรือก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ และผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต้องยอมรับเทคโนโลยีพร้อมกับนำมาใช้การบริหารจัดการเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมดาต้าหรือข้อมูลต่างๆ จัดเก็บบนคลาวด์เพื่อนำมาวิเคราะห์ตลาด และทำธุรกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อผลิตสินค้าได้อย่างรวดเร็วและจำนวนมาก รวมไปถึงการพัฒนาช่องทางจำหน่ายผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ มากกว่าจะจำหน่ายผ่านทางออฟไลน์ในรูปแบบเดิม
ทั้งนี้ เหตุผลที่ธุรกิจไทยต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อปรับตัวให้ทันกับโลกแห่งการค้าไร้พรมแดน การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่เพียงมองถึงแค่การแข่งขันภายในประเทศเท่านั้น ต้องมองถึงการแข่งขันจากต่างประเทศด้วย แต่เมื่อมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ ปัจจุบันองค์กรในไทยยังลงทุนหรือให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวค่อนข้างน้อย โดยมากการป้องกันภัยคุกคามในไทยอยู่แค่ระบบเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น บริษัทจึงนำเสนอโซลูชั่นซีเคียวริตี้แฟบริค เปรียบเหมือนเป็นสถาปัตยกรรมใหม่จากฟอร์ติเน็ต ช่วยสร้างเกราะความปลอดภัยโดยจะไม่ยอมแพ้แก่ภัยที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในเครือข่าย แอพพลิเคชั่น คลาวด์ หรือโมบาย
“เมื่อถามถึงซีเคียวริตี้แฟบริค ผมมองว่าเป็นแพลตฟอร์มหนึ่ง โดยเป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์และโปรโตคอลสื่อสารของฟอร์ติเน็ตและพันธมิตรในอีโคซิสเต็มส์ มีคุณสมบัติครบเพื่อศักยภาพเชิงลึกในการตรวจพบและโต้ตอบภัยคุกคามได้อย่างเรียลไทม์โดยไม่ต้องแลกกับประสิทธิภาพการทำงานของเครือข่าย ซีเคียวริตี้แฟบริคทำให้ฟอร์ติเน็ตเป็นรายเดียวที่สามารถให้การป้องกันภัยชั้นสูงที่อาจเกิดบนผืนผ้าทั้งผืนและภัยที่มาจากคลาวด์และไอโอทีอย่างราบรื่น เรามีทีมงานทั่วโลก 200-300 คน ทั้งจากแคนาดา จีน อเมริกา มาเลเซีย ซึ่งเป็นศูนย์คอยเฝ้าติดตามการโจมตีในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลก”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาองค์กรต่างๆ มองว่าการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ เพื่อป้องกันไวรัสเข้ามาทำลายระบบ หรือแฮ็กเกอร์ข้อมูล แต่แท้ที่จริงแล้วระบบรักษาความปลอดภัยเอื้อให้กับองค์กรสามารถนำประโยชน์จากดาต้าหรือข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นหรือภาพลักษณ์ขององค์กร เพราะเมื่อใดที่องค์กรเผชิญกับภัยคุกคาม ธุรกิจอาจสูญเสียรายได้ให้กับ
คู่แข่งก็เป็นได้ ยกตัวอย่างกรณีสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ ระบบไม่สามารถทำงานโดยระบุว่าการเป็นโจมตีของแฮ็กเกอร์จากจีน
ท่ามกลางภัยคุกคามเพิ่มขึ้น มีทั้งกลุ่มก่อการร้ายหวังรายได้จากโจมตี และโลกการค้าที่เปลี่ยนไป ในอนาคตองค์กรต้องเจอกับภัยคุกคามที่ทำลายธุรกิจแข่งขันด้วยกันเองยิ่งขึ้น เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจ ผมมองว่ารัฐบาลไทยต้องป้อนข้อมูลความรู้ให้กับองค์กรต่างๆ มากขึ้น เพราะระบบรักษาความปลอดภัยเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเช่นเดียวกัน
“สิงคโปร์วางโพซิชั่นเป็นสมาร์ทซิตี้ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และล่าสุดพม่าพยายามสร้างเป็นเมืองอัจฉริยะทางด้านการเงิน เพื่อแก้ปัญหาเงินปลอมที่เกิดขึ้น สำหรับไทยการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้ไทยหนีกับดักรายได้ระดับปานกลางไปสู่การมีรายได้สูงเพิ่มขึ้นนั้น ต้องสร้างความรู้และความเข้าใจชนชั้นกลางให้พัฒนาทักษะการทำงาน ส่วนกลุ่มรากหญ้าหรือเกษตรกรปรับตัวสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ ปัญหาที่พบคือเกษตรกรยังไม่ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เท่าไรนัก”
พีระพงศ์ กล่าวว่า ธุรกิจที่เสี่ยงต่อภัยคุกคามไซเบอร์ในไทยนอกเหนือจากธนาคาร คือ กลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซหรือการค้าการขายบนโลกออนไลน์มีมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท เพราะมีอัตราการเติบโตสูงไม่ต่ำกว่า 20% และกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม การบริการอินเทอร์เน็ตภายในบ้าน ส่วนโรงพยาบาล และการศึกษาความเสี่ยงยังมีน้อย เนื่องจากระบบต่างๆ ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบดิจิทัล ส่วนมัลแวร์ที่เข้ามาโจมตีมากที่สุดในธุรกิจมาในรูปแบบฝังตัวตามจุดต่างๆ แล้วรอให้จังหวะที่เหมาะสมก็จะทำลายระบบ ขณะที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ยังไม่ค่อยเกิดขึ้นในไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
สำหรับภาพธุรกิจระบบรักษาความปลอดภัยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีคู่แข่งหลายค่ายเปิดตัวระบบต่างๆ และพยายามสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยทางแอพพลิเคชั่น ซึ่งผมมองว่าเป็นระบบที่ใช้งานแค่ในระยะสั้่นๆ เท่านั้น ขณะที่องค์กรไทยต่างๆ เริ่มตื่นตัวในการรักษาความปลอดภัย มีการลงทุนใช้งบเพิ่มขึ้น ทิศทางของตลาดจึงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าจากตัวเลขฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ระบุว่ามูลค่าตลาดด้านความปลอดภัยเครือข่ายทั้งหมดในไทย ปี 2560 กว่า 2,100 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 3,300 ล้านบาท ในปี 2563
ขณะที่ธุรกิจฟอร์ติเน็ตปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 3 แสนทั่วโลก ที่ให้ความไว้วางใจในการช่วยสร้างเกราะป้องกันองค์กร สำหรับในไทยฐานลูกค้าของบริษัทเป็นหน่วยงานภาครัฐและองค์กรชั้นนำของประเทศ 60% และที่เหลืออีก 40% เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี มั่นใจว่าทั้งสองกลุ่มมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยังคงสัดส่วนเดิม สำหรับรายได้ของบริษัทตั้งเป้ามีอัตราการเติบโตมากกว่าตลาด โดยปัจจุบันฟอร์ติเน็ตเป็นผู้นำด้านระบบรักษาความปลอดภัยในตลาด
เทคโนโลยีก้าวไปไกลเท่าไร องค์กรไม่ควรมองข้ามการสร้างเกราะความปลอดภัย ไม่ยอมแพ้แก่ภัยที่เข้ามา “ฟอร์ติเน็ต” ช่วยให้ลูกค้าสามารถมีข้อมูลเชิงลึกและการป้องกันที่ราบรื่นเพื่อให้พ้นภัยคุกคาม และยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่เยี่ยมยอดให้เครือข่ายที่ไร้พรมแดนในวันนี้และในอนาคต







