
ออมแบบชิลๆ ชีวิต(เกษียณ)...ไม่สะดุด
การรู้จักใช้จ่ายและเก็บออมดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ในยุคที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
การรู้จักใช้จ่ายและเก็บออมดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ในยุคที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งวิถีที่คนไทยเป็นครอบเดี่ยวมีลูกน้อยคน ลูกอาจดูแลพ่อแม่ได้ไม่ตลอด หรือคนที่อยู่เป็นโสด ไม่มีลูกหลานดูแล รวมถึงทุกคน โดยเฉพาะคนที่ไม่อยู่ในระบบ เช่น อาชีพอิสระ ทำเกษตร ค้าขาย รับจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานบริษัทที่ไม่เข้าระบบประกันสังคม นักเรียน นักศึกษา เป็นต้น
พูดง่ายๆ ใครที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเก็บออม เพื่อให้มีเงินมาเลี้ยงชีพในยามที่ไม่ได้ทำงานแล้ว หรือทำงานไม่ไหวแล้ว
หนึ่งในทางเลือกของการเริ่มเก็บออมที่ดีอีกทางคือ การร่วมเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพราะนอกจากจะมีเงินเก็บของตัวเองแล้ว รัฐบาลยังสมทบให้ด้วย แถมมีเงินเพิ่มจากดอกผลที่ กอช.นำไปบริหารให้ด้วย
ทั้งนี้ กอช.ก่อตั้งมาเพื่อส่งเสริมการออมของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบให้มีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณ โดยปัจจุบัน กอช.มีเงินกองทุนอยู่ประมาณ 1,962 ล้านบาท จากสมาชิกทั้งหมด 525,840 ราย ในทุกสาขาอาชีพ แบ่งเป็นเกษตรกร 54.7% ไม่ประกอบอาชีพ 19.2% อื่นๆ 11% ค้าขาย 10.9% นักเรียน นิสิต นักศึกษา 1.9% ลูกจ้างชั่วคราว 1.40% ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ 0.5% และขับรถรับจ้าง 0.4%
ล่าสุด กอช.ได้เตรียมปรับหลักเกณฑ์ให้จูงคนจนให้เข้ามาร่วมมาออมมากขึ้น ทั้งการเตรียมเพิ่มเงินสมทบจากรัฐที่ปัจจุบันสามารถจ่ายสมทบได้สูงสุด 1,200 บาท ให้เพิ่มเป็น 2,500 บาท และเตรียมทำข้อตกลงกับองค์กรท้องถิ่น เช่น คลังจังหวัด แรงงานจังหวัด พัฒนาจังหวัด ให้ทำหน้าที่รับเงินฝาก
กอช.ได้เพิ่มความสะดวกให้กับสมาชิกมากขึ้น จากปัจจุบันที่สามารถฝากเงิน กอช.ผ่านสถาบันการเงินได้ 4 แห่ง คือ ออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารกรุงไทย
ยกตัวอย่าง ประโยชน์ที่สมาชิกจะได้ หากมีวินัยในการออมกับ กอช.และออมต่อเนื่องคือ มีเงินบำนาญไปใช้จ่ายได้จนวันตาย เช่น ถ้าเริ่มออมเดือนละ 1,000 บาท (ปีละ 1.2 หมื่นบาท) นาน 45 ปี หรือออมต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 15-60 ปี จะมีเงินฝากของตัวเองรวมประมาณ 5.4 แสนบาท แต่สมาชิก กอช.จะมีเงินฝาก บวกเงินสมทบจากรัฐ บวกผลตอบแทน หรือดอกผลจากการบริหารเงินจะมีเงินรวมประมาณ 1.4 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้สมาชิกผู้ออมมีเงินบำนาญใช้เดือนละ 6,752 บาทไปทุกเดือน หรือใครที่ออมไม่ถึงเดือนละ 1,000 บาท ก็สามารถเลือกออมได้ขั้นต่ำ 50 บาท/เดือน หรือใครเริ่มออมช้าไม่ได้เงินบำบาญก็ยังสามารถได้รับเงินดำรงชีพตามสัดส่วนการออมได้หากเก็บออมได้
เพียงพอที่จะใช้จ่าย เชื่อแน่ว่าชีวิตคนที่ออมจะไม่ไปลำบาก เหมือนดั่งคำขวัญที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเนื่องในวันออมแห่งชาติปี 2559 ประเภทมัธยมศึกษาตอนต้นของ ด.ญ.รุ่งนภา บุญยะมูล ที่ว่า “สิบไปหาร้อย น้อยไปหามาก ชีวิตไม่ลำบาก หากรู้จักออม”







