
ธุรกิจไปไกลในยุคดิจิทัล
สวัสดีครับ จากบทความคราวที่แล้ว ผมได้พาให้คุณไปเห็นแล้วว่า ปัจจุบันการตลาดยุคดิจิทัลนั้นช่วยสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง และแน่นอนครับว่าในยุค Digital Transformation มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายในทุกๆ อุตสาหกรรม
สวัสดีครับ จากบทความคราวที่แล้ว ผมได้พาให้คุณไปเห็นแล้วว่า ปัจจุบันการตลาดยุคดิจิทัลนั้นช่วยสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง และแน่นอนครับว่าในยุค Digital Transformation มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายในทุกๆ อุตสาหกรรม
การปรับเปลี่ยนไม่ใช่เพียงแค่เจ้าของกิจการหรือลูกค้าที่จะต้องตามเทคโนโลยีให้ทันเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งซึ่งเป็นการปรับตัวขั้นแรก นั่นก็คือ ต้องเริ่มจากองค์กรของเรานั่นเองครับ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรูปแบบธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น การกำเนิดของ Smartphone ทำให้เกิดผลกระทบไปหลายอุตสาหกรรม แล้วเราจะสามารถปรับตัวจาก Digital Disruption นี้ได้อย่างไรบ้าง
ผมขอเริ่มต้นง่ายๆ จากสิ่งใกล้ตัว ด้วยการสร้าง Digital Culture ภายในองค์กรก่อนเป็นอันดับแรก ลองสังเกตดูกันนะครับ ทุกวันนี้คุณยังต้องเสียเวลาเดินทางไปประชุมแบบไปๆ มาๆ อยู่หรือไม่ ทุกวันนี้ระบบอินเทอร์เน็ตมีความเร็วมากพอที่จะให้คุณ Conference Call หรือ Live Broadcast Meeting กันได้แล้ว ซึ่งเป็นวิธีการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี จากการปรับตัวให้คุ้นชินกับเทคโนโลยีต่างๆ นี้ จะช่วยสร้างประสิทธิภาพได้มากขึ้นและสามารถต่อยอดออกไปยังส่วนต่างๆ ของธุรกิจคุณได้แน่นอน
ผมเชื่อว่าในประเทศไทยมีผู้นำองค์กรที่เก่งๆ มากมาย แต่สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือ Mindset ของผู้นำองค์กรนั้นๆ วันที่ Digital Disruption เริ่มเข้าใกล้ตัวคุณเรื่อยๆ คุณได้เคยลองวิเคราะห์ดูมั้ยครับ ว่ามันจะส่งผลต่อธุรกิจของเราทางด้านใดและส่งผลกระทบมากแค่ไหน แล้วคุณคิดอย่างไรกับมัน ผมขอยกตัวอย่างอุตสาหกรรมค้าปลีก เช่น ในเคสของร้านค้าออนไลน์อย่าง Alibaba ของคุณแจ็ค หม่า
มีวิธีคิดที่สุดยอดเอามากๆ เขาได้สร้างการขายในรูปแบบใหม่ ไม่ต้องลงทุนสร้างร้านค้าและไม่ต้องมีค่าสินค้าคงคลังใดๆ ทำให้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพใน Supply Chain นี้ได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดครับว่าหลายแบรนด์ก็เริ่มค่อยๆ ปรับตัวกันแล้ว อย่าง Walmart หรือ ร้านค้าปลีกใหญ่ๆ ในบ้านเรา ก็มีการปรับตัวเช่นกัน
นอกเหนือจากระบบความคิดของธุรกิจเป็นหลักแล้ว อย่างไรก็ตามหลายๆ องค์กรมักจะละเลยสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือบุคลากรนั่นเอง New Generation ที่มีความเป็น Digital Native มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้เกิดมาพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นดิจิทัล ความคิดที่ก้าวล้ำและทันโลกจะสามารถช่วยแนะนำและหาทางออกให้กับผู้บริหารระดับสูงกว่าได้อย่างแน่นอน
ผมขอสรุปเลยนะครับว่า Digital Disruption นั้นทำให้มีหลายธุรกิจต้องดับหายไป แต่ก็สร้างโอกาสต่างๆ ที่ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ที่ดีได้มากมายเช่นกัน เอาเป็นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใครในองค์กร เจ้าของหรือพนักงานในตำแหน่งใดๆ ผมยังเชื่อเสมอว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจของตัวเองให้ไปข้างหน้าได้ เพียงแต่อยากให้ช่วยกันสำรวจวัฒนธรรมภายในองค์กรของตัวเอง ว่าเราได้พากันก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วแค่ไหน ทันคนอื่นหรือเข้าใจธุรกิจของตัวเองหรือเปล่า ถึงแม้ว่าเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่ทุกก้าวคือก้าวที่สำคัญและยิ่งใหญ่เสมอ







