
ทิปโก้หักซันโตรี่
ทิปโก้ยกเลิกร่วมทุนซันโตรี่ ระบุแบรนด์มีความแข็งแกร่ง พร้อมทำตลาดด้วยตัวเอง
ทิปโก้ยกเลิกร่วมทุนซันโตรี่ ระบุแบรนด์มีความแข็งแกร่ง พร้อมทำตลาดด้วยตัวเอง
นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2 ปี 2560 มีมติอนุมัติให้บริษัทยกเลิกการร่วมทุนกับผู้ขาย คือ บริษัท ซันโตรี่ เบฟเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด เอเชีย เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจและอนุมัติให้บริษัทเข้าซื้อเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุนบริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี (TFB) ที่ผู้ขายได้ถือครองอยู่ทั้งหมด ซึ่งจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน TFB เป็น 99.99% ของทุนชำระแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะทำรายการแล้วเสร็จเดือน มี.ค.นี้
สำหรับสาเหตุที่ทำให้บริษัทต้องยกเลิกการร่วมทุนดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งในส่วนของแผนการดำเนินธุรกิจระยะสั้นบริษัทมีแผนที่จะลงทุนการผลิตสินค้าใหม่ในธุรกิจน้ำผลไม้ ด้วยการใช้ความสามารถและความชำนาญในการทำตลาดต่างประเทศที่ผ่านมาผลักดันให้แบรนด์ “ทิปโก้” เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพื่อก้าวสู่การเป็นโกลบอลแบรนด์ในอนาคต ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกจาก 50% เป็น 55% ในอีก 3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม บริษัท ซันโตรี่ ได้เข้าร่วมทุนในบริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี (TFB) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทในสัดส่วน 50% ของทุนชำระแล้วทั้งหมดของ TFB ในปี 2550 โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการขยายตลาดทั้งในประเทศและอาเซียน ซึ่งปี 2556 ได้มีการโอนย้ายการถือครองหุ้นมายังบริษัท ซันโตรี่ เบฟเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด เอเชีย (ผู้ขาย) ให้เป็นผู้ถือหุ้น TFB แทน บริษัท ซันโตรี่ ในสัดส่วน 50% ของทุนชำระแล้วทั้งหมดของ TFB
ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจที่ดำเนินการ 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ธุรกิจผลไม้แปรรูป มีสินค้าหลัก ได้แก่ สับปะรดกระป๋อง เน้นการส่งออกไปยังต่างประเทศ 2.ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีน้ำผลไม้ภายใต้แบรนด์ทิปโก้ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ 3.ธุรกิจค้าปลีก ประกอบด้วย ร้านจำหน่ายผลไม้ปั่นสควีซ ร้านอาหารออร์แกนิกออกัส ร้านขนมหวานและเครื่องดื่มหอมสุวรรณ พีน่า พีน่า และ 4. ธุรกิจสารสกัดและการเกษตร โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจน้ำผลไม้ 45% ผลไม้กระป๋อง 45% ที่เหลือเป็นค้าปลีกรวมกับสารสกัดและการเกษตรประมาณ 10% แต่ในอนาคตทั้งสองธุรกิจนี้จะขยายตัวมากขึ้นและเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างแน่นอน
“เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการพาธุรกิจก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ระดับสากล บริษัทยังมองหาโอกาสขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งออกผลไม้กระป๋องไปทำตลาดแล้ว 50 ประเทศ ขณะที่น้ำผลไม้ส่งออกไป 30 ประเทศ มีอาเซียนเป็นตลาดหลัก ตามด้วยเอเชีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์” นายเอกพล กล่าว
นายเอกพล กล่าวอีกว่า ในอีก 2 ปีนับจากนี้บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มตลาดส่งออกเพิ่มเป็น 70 ประเทศ และจะทำการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกสับปะรดเป็น 1,000 ไร่ จาก 500 ไร่ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจดังกล่าว ล่าสุดบริษัทได้มีการเปิดตัวน้ำผลไม้ในราคา 10 บาท เข้าทำตลาดเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายต่างจังหวัด เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดน้ำผลไม้บรรจุกล่องด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 40% แต่ถ้าเป็นภาพรวมตลาดน้ำผลไม้ 1.4 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 13%







