
20 คำถามเริ่มต้นกับ Options คำถามที่ 19 Options เพิ่มผลตอบแทนได้อย่างไร
ประโยชน์ข้อหนึ่งของ Options คือ สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้มากขึ้นกว่าการซื้อขายแบบทั่วไปตามปกติ ซึ่งวิธีการสามารถทำได้ด้วยการซื้อขายสินค้าอ้างอิงร่วมกับการขาย Options ที่มีชื่อเรียกว่า กลยุทธ์ Yield Enhancement โดยบทความนี้ผมจะมาให้มุมมองและแนะนำแนวทางในการเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนด้วย Options กันครับ
ประโยชน์ข้อหนึ่งของ Options คือ สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้มากขึ้นกว่าการซื้อขายแบบทั่วไปตามปกติ ซึ่งวิธีการสามารถทำได้ด้วยการซื้อขายสินค้าอ้างอิงร่วมกับการขาย Options ที่มีชื่อเรียกว่า กลยุทธ์ Yield Enhancement โดยบทความนี้ผมจะมาให้มุมมองและแนะนำแนวทางในการเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนด้วย Options กันครับ
ประเด็นสำคัญของการขายOptions เพื่อผลตอบแทนในการลงทุนที่ควรทำความเข้าใจก่อนเป็นอันดับแรก มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ 1) ผู้ลงทุนจะต้องมีความสนใจ หรือตั้งใจจะลงทุนระยะยาวในสินค้าที่ Options นั้นๆ อ้างอิงอยู่ 2) มีความต้องการซื้อหรือต้องการขายสินค้าอ้างอิงในระดับราคาที่ชัดเจน ถ้าผู้ลงทุนมีวัตถุประสงค์ 2 อย่างนี้แล้วก็จะสามารถใช้กลยุทธ์ Yield Enhancement เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมให้มากขึ้นกว่าเดิมได้
กลยุทธ์ Yield Enhancement จะเป็นกลยุทธ์เกี่ยวกับการขาย Options ซึ่งจะเป็นการขาย Put Options หรือ Call Options ก็ได้ โดยผู้ที่ขาย Options จะทำตัวเป็นเหมือนบริษัทรับประกันภัยเกี่ยวกับราคาสินค้าอ้างอิงให้กับผู้ที่ซื้อ Options โดยได้จะรับค่าขาย Options หรือ Premium เป็นผลตอบแทน ซึ่งผู้ขาย Options จะมีภาระต้องชดเชยค่าเสียหายให้แก่ผู้ซื้อ Options ในกรณีที่เปรียบเทียบราคาตลาดของสินค้าอ้างอิงเทียบกับราคาใช้สิทธิแล้วการใช้สิทธิตาม Options ที่ผู้ซื้อถือยู่เกิดกำไร
การขาย Options นั้น ถ้าผู้ที่ขาย Options ไม่มีมุมมองว่าต้องการซื้อหรือขายสินค้าที่ Options อ้างอิงจะถือว่าเป็นการเป็นวิธีการขาย Options ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากผลตอบแทนที่ผู้ขายได้รับจะจำกัดอยู่แค่ Premium ที่ได้รับจากการขาย Options แต่มีโอกาสเกิดความเสียหายได้สูง กรณีที่ราคาตลาดมีความผันผวนมากแล้วผู้ที่ซื้อ Options ไปมาเคลมสิทธิตามที่ระบุไว้ใน Options
การขาย Options จะไม่ใช่การกระทำที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าผู้ขาย Options มีมุมมองการซื้อหรือขายสินค้าที่ Options อ้างอิง แถมยังเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมมติปัจจุบันราคาตลาดของดัชนี SET50 อยู่ที่ระดับ 975 จุด ถ้าเรามีความต้องการซื้อดัชนี SET50 ที่ระดับ 950 จุด ซึ่งเป็นระดับดัชนีที่ต่ำกว่าดัชนีในปัจจุบัน เราก็สามารถขาย Put Options ที่ระดับราคาใช้สิทธิที่ 950 จุด เพื่อรับ Premium เป็นผลตอบแทน (สมมติว่า Premium) ที่ได้รับเท่ากับ 10 จุด โดยจะมีความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ในวันครบกำหนดอายุของ Options ได้แก่
1.ดัชนี SET50 ปิดสูงกว่า 950 จุด เช่น อยู่ที่ 970 จุด เราจะพลาดโอกาสในการซื้อดัชนี SET50 ที่ 950 จุด ส่วนผู้ซื้อ Put Options ก็จะไม่มาใช้สิทธิขายดัชนีให้เรา เนื่องจากสามารถขายดัชนีในตลาดแล้วได้ราคาสูงกว่าสิทธิที่ได้รับจาก Put Options เราก็จะได้ผลตอบแทนจาก Premium 10 จุด มาทดแทนโอกาสที่เสียไป
2.ดัชนี SET50 ปิดเท่ากับ 950 จุด ผู้ซื้อ Put Options ก็จะมาไม่มาใช้สิทธิเช่นกัน เนื่องจากสามารถขายดัชนีได้เท่ากับราคาที่ระบุไว้ใน Put Options เราจะได้ซื้อดัชนี SET50 ที่ 950 จุด ในราคาตลาดและได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจาก Premium อีก 10 จุด
3.ดัชนี SET50 ปิดต่ำกว่า 950 จุด เช่น อยู่ที่ 930 จุด ผู้ซื้อ Put Options จะมาใช้สิทธิตาม Options ที่ซื้อไว้ โดยเราที่เป็นผู้ขายจะต้องจ่ายส่วนต่างของราคาตลาดกับราคาใช้สิทธิให้กับผู้ซื้อ Options เป็นจำนวน 20 จุด และเราก็สามารถซื้อดัชนี SET50 ได้ที่ 930 จุด เสมือนกับเราสามารถซื้อดัชนี SET50 ได้ที่ 950 จุด เท่ากับราคาใช้สิทธิของ Put Options นั่นเอง ส่วน Premium ที่ได้รับจากการขาย 10 จุด จะช่วยให้ต้นทุนการซื้อ SET50 Index ของเราลดลงเหลือ 940 จุด จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะซื้อที่ 950 จุด
จากตัวอย่างกรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นจะพบกว่ากรณีที่เราเสียโอกาสในการซื้อสินค้าอ้างอิงตามที่ตั้งใจไว้เราจะได้ Premium จาก Options มาชดเชย แต่ถ้าเราได้โอกาสในการซื้อสินค้าอ้างอิงตามที่ตั้งใจเราก็เปรียบเสมือนได้ซื้อสินค้าอ้างอิงในราคาที่ต่ำลง เนื่องจากได้ Premium จาก Options มาช่วยลดต้นทุน จึงทำให้กรณีที่ขาย Put Options จากตัวอย่างข้างต้น เป็นการเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้เราได้นั่นเอง
สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจการซื้อขายอนุพันธ์ใน TFEX สามารถหาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขาย Futures หรือ Options ได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือเว็บไซต์ www.tfex.co.th







