
KSL-STA ดาวเด่นโภคภัณฑ์เกษตร
ปี 2560 ถือเป็นช่วงขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ทุกประเภท
โดย...พูลศรี เจริญ
ปี 2560 ถือเป็นช่วงขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ทุกประเภท เมื่อสแกนหาหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์เกษตร 2 บริษัทที่น่าจะเป็นตัวแทนของกลุ่มโภคภัณฑ์เกษตร ประเภทอ้อยและน้ำตาล และผลิตภัณฑ์ยางพารา คือ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) และบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA)
KSL บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง คงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นนี้ เนื่องจากเป็นช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรมธุรกิจน้ำตาลปี 2560 โดยภาวะการขาดดุลน้ำตาลที่ต่อเนื่อง และความเป็นไปได้ของสต๊อกน้ำตาลปลายงวดของประเทศอินเดียที่มีโอกาสปรับลดลงอีกในอนาคต
คาดว่า KSL จะได้รับผลบวกอย่างมากในปี 2560 จากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ดีดตัวขึ้นก้าวกระโดดสําหรับทั้งธุรกิจน้ำตาลในประเทศและตลาดต่างประเทศ รวมถึงการกลับมาฟื้นตัวของธุรกิจเอทานอลและธุรกิจไฟฟ้าในปีนี้ คาดว่าธุรกิจน้ำตาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศ (ลาวและกัมพูชา) มีแนวโน้มพลิกกลับจากขาดทุนสุทธิมาเป็นกําไรสุทธิในปี 2560 เนื่องจากไม่มีระบบแบ่งปันผลประโยชน์น้ำตาล 70 : 30 เหมือนในประเทศไทย
“ราคาหุ้น KSL ปัจจุบันซื้อขายที่อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี เรโช) ที่ 19.9 เท่าในปี 2560 ถือว่าไม่แพงเกินไป เนื่องจากหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์มักจะซื้อขายกันที่พี/อี ที่เกิน 20 เท่า ภายใต้ภาวะขาขึ้นของหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์”
บล.บัวหลวง มั่นใจว่าอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ธุรกิจน้ำตาลมากขึ้นแน่นอนในปี 2560 ณ วันที่ 10 ม.ค. 2560 บริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย (อนท.) ล็อกสัญญาซื้อขายน้ำตาลล่วงหน้ากับลูกค้าไปแล้วคิดเป็น 78% สําหรับราคาส่งออกโควตา ข ที่ 21 เซนต์/ปอนด์ (บวกพรีเมียมแล้ว) หรือ 19.5 เซนต์/ปอนด์ (ที่ไม่รวมพรีเมียม) เชื่อว่าราคาส่งออกโควตา ค ของ KSL จะสามารถชนะราคาส่งออกโควตา ข ของ อนท. คิดเป็น 1 เซนต์ (หรือที่ 22 เซนต์/ปอนด์ ที่บวกพรีเมียมแล้ว) ซึ่ง KSL ล็อกสัญญาซื้อขายน้ำตาลล่วงหน้าไปแล้วคิดเป็น 70% สําหรับในปี 2559/2560 ดังนั้น KSL จะได้รับผลบวกจากมาร์จิ้นน้ำตาลที่กว้างขึ้นสําหรับทั้งสองส่วน ได้แก่ ส่วนของค่าอ้อย 70% ที่จ่ายให้กับชาวไร่อ้อย และส่วนของรายได้ 30% ที่ KSL เก็บไว้เอง
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าธุรกิจน้ำตาลที่ลาวและกัมพูชามีแนวโน้มพลิกกลับมาเป็นกําไรสุทธิ 100 ล้านบาทในปี 2560 (จากขาดทุนสุทธิ 186 ล้านบาท ในปี 2559) เนื่องจากปริมาณยอดขายน้ำตาลและราคาขายน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นยังคงสมมติฐานสําหรับปริมาณยอดขายน้ำตาลโดยรวมในปี 2560 ซึ่งลดลง 6% จากปีก่อน (เทียบกับเป้าของ KSL ซึ่งคาดว่าจะเติบโต5%) ปริมาณยอดขายเอทานอลและไฟฟ้าในปี 2560 ของฝ่ายวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ถือว่ายังคงอนุรักษนิยม การบริโภคเอทานอลในประเทศไทยยังคงเติบโตแข็งแกร่ง (เพิ่มขึ้น 5.2% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 7.63 ล้านลิตร ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2559) โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการใช้แก๊ส
โซฮอล์ที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง
หุ้น STA บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม แต่แนะนำให้ “เก็งกำไร” เนื่องจากราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามราคายางพารา ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ จึงมีความไม่แน่นอนของขาขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างทบทวนปรับเพิ่มราคาหุ้นพื้นฐานจากปัจจุบัน 17.80 บาท เพราะต้องปรับเพิ่มสมมติฐานราคายางพาราจากเดิมให้ไว้ที่ 55 บาท/กิโลกรัม แต่ปัจจุบันได้ปรับเพิ่มสมมติฐานราคายางพาราจากเดิมให้ไว้ที่ 55 บาท/กิโลกรัม แต่ปัจจุบันได้ขึ้นมาอยู่เหนือ 80 บาท/กิโลกรัมแล้ว
นอกจากนี้ หุ้น STA ยังมีปัจจัยหนุนจากการเข้าถือหุ้นในบริษัท สยามเซมเพอร์เมด บริษัทย่อยของ STA เพิ่มเป็น 90.2% โดยบริษัทเป็นผู้ผลิตถุงมือยาง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงให้แก่ STA ในด้านของรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
บล.เอเซีย พลัส ที่มองบวกราคาหุ้น STA ให้ราคาพื้นฐาน 25 บาท โดยบริษัทนี้ไม่มีปัญหาการจัดหาวัตถุดิบยางพารามาแปรรูป เนื่องจากเป็นบริษัทแปรรูปยางพาราที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีศูนย์รับซื้อยางพาราจำนวนมาก ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งเพาะปลูกสวนยาง
“ทุก 5% ที่ราคายางแท่งสูงกว่าสมมติฐานที่กำหนดไว้ 2,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิของ STA เพิ่มขึ้น 4.2% จากการคาดการณ์ปัจจุบัน และราคาหุ้นเหมาะสมปี 2560 เพิ่มจาก 0.16% จากปัจจุบัน”
บล.เอเซีย พลัส คาดว่าปี 2559 กำไรสุทธิของ STA จะอ่อนตัวลง 5.1% แต่จะพลิกกลับมาเติบโตถึง 44.8% ในปี 2562 จากการคาดการณ์ปริมาณขายยางพารายังเติบโตต่อเนื่อง 17.2% เป็น 1.7 ล้านตัน ตามความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง และช่วยหนุนแนวโน้มราคายางแท่งเฉลี่ยปี 2560 เพิ่มขึ้น 47.1% สู่ระดับ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/ตัน
บล.ทรีนีตี้ มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้น STA ประเมินรายได้ปี 2560 ที่ 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.4% และมีอัตราการทำกำไรขั้นต้นอยู่ที่ราว 6% และกำไรสุทธิที่ 1,600 ล้านบาทพร้อมให้ราคาเป้าหมายหุ้นที่ 33.30 บาท/หุ้น







