
เงินบาทมาถึงจุดเปลี่ยน
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2560 มีสาระสำคัญดังนี้
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2560 มีสาระสำคัญดังนี้
1.กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% (เป็นการคงอัตราดอกเบี้ย 14 ครั้งติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2558)
2.เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้าที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด
3.กนง.มีความกังวลต่อความไม่แน่นอนนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันด้านการค้า
4.เงินเฟ้อทั่วไป ขยายตัวดีขึ้นเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัว สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อด้านความต้องการ ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
5.กนง.มีความเห็นต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาว่า แม้จะเกิดจากความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ต่างประเทศ แต่การแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับคู่ค้า ถือว่าไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
6.กนง.ยังคงมองนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายการคลังของรัฐบาล เป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ผลการประชุมและการแถลงดังกล่าวสะท้อนว่า กนง.ยังคงที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อเป็นส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย โดย KS Research คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% ไปทั้งปี
ภายใต้ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ด้วยความกังวลต่อตลาดตราสารหนี้ที่มีมากขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี) หลายราย ประกอบกับช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. 2560 จะเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนมีการประกาศจ่ายเงินปันผล จึงอาจทำให้ตลาดมีความคาดหวังว่าจะมีเม็ดเงินบางส่วนจากตลาดตราสารหนี้โยกมาลงทุนบ้างในตราสารทุน (หุ้น) ถือเป็น Sentiment เชิงบวกในระยะสั้นนี้
ภายใต้การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% พร้อมกับการส่งสัญญาณการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำต่อเนื่อง KS Research คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ไปตลอดทั้งปี 2560 ขณะที่แนวโน้มของธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลก เริ่มมีการทบทวนนโยบายเพื่อเปลี่ยนไปใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น รวมไปถึงความคิดเห็นของ กนง.ต่อเงินบาทที่แข็งค่ามากผิดปกติ (สะท้อนถึงโอกาสในการที่ธนาคารแห่งประเทศอาจมีการดำเนินบางอย่างในอนาคตเพื่อให้เงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสม) ทั้งหมดน่าจะทำให้นับจากเงินบาทแข็งค่ายากมากขึ้น
ดัชนีเหรียญสหรัฐ หลังจากที่อ่อนค่ามาตลอดเดือน ม.ค. 2560 กว่า 2.72% เริ่มมีการฟื้นตัวในเดือน ก.พ. ขึ้นมาแล้ว 1.2% มองว่า เหรียญสหรัฐ มาถึงจุดเปลี่ยนและมีโอกาสที่จะฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจัยส่งเสริมหลายด้านทั้ง 1) นโยบายการค้าของทรัมป์ ที่จะแรงขึ้นล่าสุด ได้ประกาศเตรียมแผนการลดภาษีครั้งใหญ่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า 2) สถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนในยุโรป การเริ่มกระบวนการอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ความเสี่ยงจากการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ (15 มี.ค. 2560) และฝรั่งเศส (23 เม.ย. และ 7 พ.ค. 2560) ที่จะเกิด NEXIT และ FREXIT 3) การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) วันที่ 9 มี.ค. 2560 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 15 มี.ค. 2560 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ)วันที่ 16 มี.ค. 2560 คาดว่าจะมีการส่งสัญญาณการเตรียมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคต ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐถูกซื้อกลับและไล่เก็งกำไรอีกครั้ง เงินบาทของไทยนับจากนี้จะแข็งค่ายากมากขึ้น และคาดว่าจะพลิกกลับไปอ่อนค่าเร็ว กดดันให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกได้







