posttoday
จับนักค้าเงินสอบใบรับรอง

จับนักค้าเงินสอบใบรับรอง

11 กุมภาพันธ์ 2560

ธปท.ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ ชี้ผู้นำเข้าส่งออกทำเฮดจิ้งลดลงหวังเก็งกำไรบาท

ธปท.ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ ชี้ผู้นำเข้าส่งออกทำเฮดจิ้งลดลงหวังเก็งกำไรบาท

โพสต์ทูเดย์ - ธปท.ยกระดับมาตรฐานนักค้าเงิน กำหนดให้สอบใบรับรองคุณสมบัติผู้ค้าก่อนประกอบอาชีพ เริ่มบังคับใช้ 1 ก.ย.ปีนี้

น.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เพื่อพัฒนาตลาดค้าเงินและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ คณะกรรมการตลาดเงินไทย ธปท.ได้ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและสมาคมธนาคารนานาชาติ กำหนดให้บุคลากรในตลาดเงินและตลาดเงินตราต่างประเทศมีการทดสอบ 3 ด้าน คือ 1.ความรู้พื้นฐานในตลาดการเงิน ซึ่งเป็นความรู้ด้านเทคนิคของนักค้าเงิน 2.กฎระเบียบหรือหลักเกณฑ์ในการกำกับ และ 3.มาตรฐานวิชาชีพหรือจริยธรรม เพื่อให้ได้ใบรับรองคุณสมบัติในการประกอบอาชีพ 

ขณะที่ ธปท.ตั้งเป้าให้บุคลากรในห้องค้าเงินของไทยประมาณ 700 คน ทยอยทดสอบและมีใบรับรองทั้งหมดภายใน 1 ก.ย. 2560 แต่ช่วงแรกเพื่อไม่ให้กระทบกับตลาดจากการที่นักค้าเงินมีอยู่จำนวนมาก ธปท.จึงอนุญาตให้ผู้ค้าเงินที่มีประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้น ซึ่งมีประมาณ 500 คน ไม่ต้องสอบ แต่ต้องทยอยเข้าอบรมกับ ACI (Association Cambiste Internationale) ของประเทศสิงคโปร์เท่านั้น เริ่มครั้งแรก 1 เม.ย.นี้

สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี รวมถึงผู้ที่จะเข้าทำงานใหม่ จะต้องเข้าสอบทั้งหมดก่อนจะปฏิบัติงานได้ แต่ ธปท.ไม่ได้บังคับ และไม่มีกฎหมายบังคับ เป็นเพียงการขอความร่วมมือ ซึ่งหากรายใดที่ไม่มีใบรับรอง จะได้รับแรงกดดันจากตลาดเอง โดยการสอบใบรับรองจะเปิดให้ผู้สนใจทั่วไป นักศึกษาจบใหม่ เข้าสอบได้ด้วย โดยจะเปิดรับสมัครและให้ทดสอบครั้งแรกกลางเดือน เม.ย.นี้

“สาเหตุที่ไทยต้องจัดการทดสอบก่อนออกใบรับรอง เพื่อให้นักค้าเงินมีความรู้กว้างขึ้น ไม่ใช่รู้แต่เรื่องการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (เอฟเอ็กซ์) เพราะการทำงานในห้องค้าเงินมักแยกหน้าที่กันชัดเจน ระหว่างเอฟเอ็กซ์ และมันนี่มาร์เก็ต ทั้งที่มันนี่มาร์เก็ต มีตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ตราสารอนุพันธ์ ที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยด้วย ธปท.จึงอยากให้นักค้าเงินมีความรู้ทั้งสองส่วนมากขึ้น และเท่าที่ดูตลาดเงินไม่ได้ขาดแคลนบุคลากร” น.ส.วชิรา กล่าว

น.ส.วชิรา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนักค้าเงินไทยไม่ได้มีปัญหาด้านจริยธรรมหรือผิดหลักเกณฑ์ หรือมีการเก็งกำไรค่าเงินเป็นพิเศษ เพราะการทำธุรกรรมในตลาดเงินหรือการค้าเงินย่อมมีการเก็งกำไรทำกำไรเป็นเรื่องปติ แต่นักค้าเงินต้องตระหนัก คือ ในภาวะที่ตลาดเงินผันผวนทิศทางของค่าเงินไม่ได้ไปในทางเดียวมันมีโอกาสพลิกได้เสมอ

ฉะนั้น นักค้าเงินและนักธุรกิจอย่านอนใจมองค่าเงินบาทว่าจะเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียว ควรมีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้ด้วย โดยต้นปีถึงปัจจุบัน เงินบาทไทยมีค่าความผันผวน 3.7% อยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับสกุลในภูมิภาค เช่น เปโซฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 4.3% วอนของเกาหลี 13.5% ริงกิตของมาเลเซีย 2.2% รูเปียห์ของอินโดนีเซีย 3.3% ดอลลาร์สิงคโปร์ 8.1% หยวนของจีน 4.5%

ทั้งนี้ สัดส่วนซื้อการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหรือเฮดจิ้ง (Hedging) ในตลาดยังลดลงต่อเนื่อง แม้ความผันผวนในตลาดจะมีมากขึ้น โดยปี 2558 ผู้ส่งออกและนำเข้ามีการทำเฮดจิ้งเฉลี่ย 50.37% แต่ในปี 2559 ลดลงเหลือ 46.5% สะท้อนว่านักลงทุนไทยยังชอบเสี่ยงหรือชอบเก็งกำไรค่าเงินมากกว่าจึงเลือกซื้อป้องกันความเสี่ยงลดลง

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน