
โต้เสียงค้านถ่านหินย้ำก๊าซฯต้นทุนแพง
พลังงานออกโรงโต้จำเป็นต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ย้ำก๊าซแอลเอ็นจีมีต้นทุนผลิตไฟสูงกว่าถ่านหินปีละ 6,000 ล้าน
พลังงานออกโรงโต้จำเป็นต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ย้ำก๊าซแอลเอ็นจีมีต้นทุนผลิตไฟสูงกว่าถ่านหินปีละ 6,000 ล้าน
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคใต้มีปริมาณการสำรองไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ทางกระทรวงพลังงานจำเป็นต้องเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่เพื่อมารองรับความต้องการใช้ที่ขยายตัวปีละ 5-6% เนื่องจากมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ
ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต้องมอง 2 ส่วน คือ ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าและค่าเชื้อเพลิง กรณีคิดเฉพาะเงินลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) อาจจะต่ำกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่การผลิตพลังงานไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงด้วย จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ตลอดอายุโครงการ การใช้ก๊าซจะมีต้นทุนสูงกว่าถ่านหินประมาณปีละ 6,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้ากับการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันปาล์มดิบมีต้นทุนอยู่ที่ 8.42 บาท/หน่วย น้ำมันเตา 3.78 บาท/หน่วย แอลเอ็นจีต้นทุน 3.46 บาท/หน่วย และถ่านหินอยู่ที่ 2.47 บาท/หน่วย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของพรรคการเมืองที่ให้นำน้ำมันปาล์มดิบที่ราคาประมาณ 31 บาท/กิโลกรัม มาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจะทำให้มีต้นทุนที่สูง และการนำน้ำมันปาล์มมาผลิตไฟฟ้าอย่างเดียวจะไม่มีความมั่นคงในการในการจัดหาเชื้อเพลิง เนื่องจากปริมาณและราคาน้ำมันปาล์มจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล
"การก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากน้ำมันปาล์มดิบที่เหมาะสมควรมีการผสมน้ำมันเตาด้วย ซึ่งจะมีต้นทุนค่อนข้างสูงขณะที่กระทรวงก็ศึกษาพลังงานที่หลากหลายชนิด แต่เราก็จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วย เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นการกระจายความเสี่ยงในอนาคต" นายทวารัฐ กล่าว
ปัจจุบันภาคใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอ และไม่รองรับเกณฑ์มาตรฐานกรณีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเกิดเหตุสุดวิสัยไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักในพื้นที่มาเสริมด้วย







