
เรียนอะไรดี?
โดย...ดรุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
โดย...ดรุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
เทศกาลคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยกลับมาอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ทั้งนักเรียนและพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องคอยลุ้นว่าลูกจะได้เข้าเรียนในสาขาที่ตั้งใจไว้หรือไม่ แน่นอนว่าทุกคนก็อยากเข้าเรียนในคณะชั้นนำและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง
แต่สุดท้ายก็ต้องมีทั้งผู้ที่สมหวังและผิดหวังเป็นธรรมดา และถึงแม้ว่าการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ได้วิชาชีพไปทำงานเลี้ยงชีพ แต่มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ยังค้นพบตนเองไม่เจอ ว่าชอบหรือถนัดในสาขาวิชาชีพใด หรือแม้กระทั่งผู้ปกครองเอง ก็อาจสับสนด้วยเช่นกัน
จึงขอแนะนำท่านผู้ปกครองถึงข้อควรปฏิบัติ เพื่อช่วยลูกหลานในการตัดสินใจเข้าเรียนต่อ ดังนี้ 1.ควรเดินทางสายกลาง คือ ไม่เข้มหรือหย่อนเกินไป ในอดีตผู้ปกครองมักจะเข้มงวดมาก คือจะโน้มน้าวหรือแกมบังคับด้วยความห่วงใย ให้ลูกเข้าเรียนในสาขาที่ตนเองเชื่อมั่น คุ้นเคย หรือตามค่านิยมในสมัยนั้น
แต่ในยุคนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่มีความรู้มากขึ้น แถมยังตามใจลูกมาก อยากเรียนอะไรก็ให้เรียน อาจตามใจโดยไม่ได้พิจารณาถึงความเป็นจริง ซึ่งลูกอาจไม่ได้รักหรือถนัดในสาขานั้นจริงๆ ก็กลายเป็นปัญหาได้เช่นกัน ดังนั้นพ่อแม่ควรให้อิสระแก่ลูก แต่ก็ต้องให้คำแนะนำด้วย เพราะเด็กอาจยังไม่มีประสบการณ์ สิ่งที่ชอบอาจไม่ใช่สิ่งที่ใช่ก็ได้
2.อย่าทุ่มทุนจนเกินตัว แม้ว่าการศึกษาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดก็จริง แต่พ่อแม่ปัจจุบันอาจถึงกับยอมสละทุกสิ่งให้ลูกได้เรียนดีที่สุด ไม่สนว่าจะใช้จ่ายเท่าไหร่ ทั้งค่าเรียนพิเศษ หรือส่งเข้าโรงเรียนแพงๆ เพราะถึงแม้ว่าอาจจะได้ความรู้ แต่ก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จในระยะยาว
และ 3.ควรมองยาว อย่ามองสั้น คือ อย่าคิดเพียงแค่ต้องการให้ลูกเรียนในสาขาที่เชื่อว่าจะหางานได้ง่ายหรือรายได้ดี เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะโลกยุคอนาคตคาดเดาได้ยากมาก ไม่มีอะไรการันตีว่าสาขาใดจะดีเด่นไปตลอด หรือสาขาใดจะแย่ต่อเนื่องเช่นกัน จึงควรสนับสนุนให้ลูกเรียนในสาขาถนัด จะมีความสุขและประสบความสำเร็จ
สำหรับนักเรียนก็ขอให้กำลังใจและแนะนำ ดังนี้ 1.เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ทั้งทางด้านวิชาการ เช่น เกรดเฉลี่ย เตรียมการสอบวิชาทั่วไป และด้านความสามารถพิเศษ เช่น กิจกรรม กีฬา และความเป็นผู้นำ เพราะมหาวิทยาลัยไทยได้พัฒนาการรับนักศึกษาเข้าสู่สากล คือ ต้องมีความพร้อมทั้งการเรียนและความสามารถ โดยเน้นการคัดเลือกตามมาตรฐานมากกว่าสอบแข่งขัน
2.ควรเลือกเรียนจากพื้นฐานความถนัด และความรักในสาขานั้น ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีที่นั่งมากขึ้น ใครอยากเรียนสาขาใด ก็มีโอกาสสูงกว่าในอดีตมาก และไม่ควรเลือกตามความโด่งดังของมหาวิทยาลัย
และ 3.ต้องมีแผนสำรองเสมอ หากสอบเข้าเรียนในสาขาที่ตั้งใจไม่ได้ ควรเลือกสาขาสำรองไว้ ซึ่งก็ควรเป็นสาขาที่ถนัดด้วยเช่นกัน และคิดเสมอว่าเวทีของชีวิตมีหลายยก แพ้ยกนี้ ยกอื่นก็มีโอกาสชนะได้เสมอ
นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ควรแสวงหาคำแนะนำจากผู้รู้ หรือผู้มีประสบการณ์ เช่น อยากเรียนหมอ ก็ต้องคุยกับหมอ อยากเรียนวิศวกรรมโยธาก็ต้องคุยกับวิศวกรโยธา หรืออยากเป็นนักกฎหมายก็ต้องคุยกับนักกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีโอกาสสัมผัสเองก็ควรหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด
และปัจจุบันมหาวิทยาลัยไทยมักมีงานเปิดตัวหลักสูตร (Open House) เพื่อให้นักเรียนที่สนใจได้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อหาคำตอบว่าจะใช่กับที่ตนตั้งใจมาเรียนหรือไม่ เพราะการเข้าเรียนในสาขาที่เหมาะสมกับตัวเรา ถือเป็นการเริ่มต้นสู่วิชาชีพที่ดีที่สุด
ขอให้ทุกคนสนุกกับการค้นหาตนเอง และมุ่งไปข้างหน้าตามฝันให้สำเร็จครับ







