
พันธกิจใหม่ ธสน. ลุยค้ำประกันช่วยผู้ส่งออก
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในปี 2560 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)หรือเอ็กซิมแบงก์ ชูเรื่องปรับบทบาทยกระดับสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริง เพื่อรองรับการขยายตัวของการส่งออกทั้งผู้ส่งออกรายเก่าและรายใหม่ ทั้งในตลาดหลักและตลาดเกิดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
โดยหนึ่งในพันธกิจสำคัญหลังได้รับไฟเขียวเรื่องการแก้ พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536 จากคณะรัฐมนตรี โดยเปิดทางให้ธนาคารรับประกันในประเทศสำหรับธุรกิจเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นพันธมิตรผลิตสินค้าร่วมกัน ทำให้ผู้ลงทุนมีต้นทุนการทำประกันลดลง
นอกจากนี้ ยังให้ธนาคารรับประกันความเสี่ยงกับผู้ส่งออกหรือผู้ลงทุน ถูกเรียกร้องให้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจากเดิมไม่สามารถทำได้ รวมทั้งให้อำนาจธนาคารในการรับประกันต่อและรับประกันร่วม หรือเป็นนายหน้ารับประกันที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันความเสี่ยงดังกล่าว
รวมถึงการขยายขอบเขตการรับประกันความเสี่ยงในการลงทุนในต่างประเทศให้แก่ผู้ลงทุนที่ไม่ได้ขอสินเชื่อจากธนาคาร และการรับประกันสินเชื่อเพื่อการลงทุนให้แก่ธนาคารของผู้ลงทุน เนื่องจากปัจจุบันธนาคารสามารถรับประกันความเสี่ยงการลงทุนต่างประเทศได้เฉพาะกิจการธนาคารให้การสนับสนุนสินเชื่อเท่านั้น
ทั้งนี้ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธสน. กล่าวว่า เพื่อรองรับกับการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว ธนาคารเตรียมบุกเรื่องธุรกิจการค้ำประกันการส่งออก ทั้งการค้ำประกันความเสี่ยงกรณีที่ไม่ได้รับการชำระเงิน และการค้ำประกันความเสี่ยงทางการเมือง เพื่อรองรับการขยายตลาดของผู้ส่งออกไปยังประเทศเกิดใหม่
ที่สำคัญคือ ธนาคารสามารถค้ำประกันการส่งออกให้ลูกค้าธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจนี้อยู่ แต่จากการเป็นสถาบันการเงินในประเทศจะช่วยเสริมจุดแข็งในด้านการรู้จักข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าส่งออกได้ดีกว่า รวมทั้งการขยายบทบาทดังกล่าวคือจุดมุ่งหมายของการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกได้มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นในการเข้าถึงแหล่งเงินจากธนาคารพาณิชย์ ถือเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ว่าไม่ให้ธนาคารของรัฐแข่งขันการปล่อยสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์
อย่างไรก็ดี กลุ่มเป้าหมายจะเน้นการค้ำประกันผู้ส่งออกรายใหม่ที่ต้องการส่งไปยังตลาดซีแอลเอ็มวีและตลาดเกิดใหม่ที่ยังไม่สนใจทำประกันการส่งออก เนื่องจากมองว่าการทำประกันการส่งออกเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง จึงเป็นหน้าที่ของธนาคารในการให้ความรู้แก่ผู้ส่งออก ซึ่งธนาคารมีผลิตภัณฑ์ประกันส่งออกทันใจเอสเอ็มอี (Instant SMEs Export Insurance) ให้กับผู้ประกอบการ
เอสเอ็มอีที่มีแผนส่งออก โดยมีมูลค่าส่งออกแต่ละครั้งไม่เกิน 5 แสนบาท หรือไม่ได้รับคำสั่งซื้อประจำ และผู้ที่กำลังจะไปเจรจาการค้าที่งานแสดงสินค้าในต่างประเทศที่ต้องการความคุ้มครอง จะได้รับการคุ้มครองทันทีที่ได้รับอนุมัติในอัตรา 85% ของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศ วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท คิดค่าเบี้ยประกัน 3,000 บาท ต่อผู้ซื้อ 1 รายเท่านั้น
ทั้งนี้ ในปี 2560 ธสน.ตั้งเป้าเพิ่มยอดการทำประกันการส่งออกคงค้างจาก 5.6 หมื่นล้านบาท เป็น 7 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท และเพิ่มบทบาทเรื่องการให้สินเชื่อเพื่อการลงทุนสนับสนุนลูกค้าให้ย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศเพื่อลดต้นทุน ให้มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 15% ของยอดสินเชื่อรวม
โดยเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2560 คาดว่าจะมีสินเชื่อคงค้างที่ 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปี 2559 ที่มียอดสินเชื่อคงค้างที่ 7.8 หมื่นล้านบาท และในปี 2561 ตั้งเป้าหมายมีสินเชื่อคงค้างแตะที่ระดับ 1 แสนล้านบาท โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจชั้นนำระดับโลกที่มียอดสินเชื่อคงค้างไม่น้อยกว่า 3.84 แสนล้านบาท
ขณะที่เรื่องยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ในปี 2559 อยู่ที่ 2,900 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.57% ของยอดสินเชื่อรวม ปรับลดลงจากปี 2558 ที่มียอดเอ็นพีแอลที่ 3,900 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.4% ของยอดสินเชื่อรวม มีการกันสำรองไว้ถึง 255.8% ซึ่งในปี 2559 มีกำไรสุทธิ 1,304 ล้านบาท
ขณะที่แผนแม่บท 10 ปี (ปี 2560-2570) ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทยสอดคล้องกับ Thailand 4.0 ใน 6 ด้าน คือ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนด้วยการสร้างความต้องการสินค้าและบริการของไทยในประเทศตลาดหลักและประเทศตลาดใหม่ การเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการลงทุนของรัฐและเอกชนไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การขยายตลาดรับประกันการส่งออกและลงทุนด้วยนวัตกรรมบริการประกันและการรับประกันต่อ และการสร้างเครือข่ายพันธมิตร การส่งเสริมการค้าและการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเข้าสู่โลกการค้าดิจิทัล การสนับสนุนด้านความรู้และการเงินให้เอสเอ็มอีนำไปพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสินค้าและการบริการ และการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการดำเนินงาน เช่น การพัฒนาระบบออนไลน์ อี-เทรดดิ้ง รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่ทำงานอย่างแข็งขันร่วมกับภาครัฐเป็นไทยแลนด์ทีม







