
บิ๊กรับเหมาก่อสร้าง ยื่นซองรถไฟทางคู่
5 บจ.ยื่นประมูลสร้างรถไฟทางคู่มาบกะเบา-จิระ และช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ เมื่อวันโบรกฯ เชียร์ซื้อ CK-STEC ตุนงานในมือ
5 บจ.ยื่นประมูลสร้างรถไฟทางคู่มาบกะเบา-จิระ และช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ เมื่อวันโบรกฯ เชียร์ซื้อ CK-STEC ตุนงานในมือ
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2560 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เปิดให้เอกชนยื่นซองประกวดราคางานก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางจิระ ระยะทาง 132 กม. ราคากลาง 29,447.31 ล้านบาท ซึ่งมีบริษัทเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ (ITD) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) และกิจการร่วมค้าซีทีพี (ร่วมทุนระหว่าง China Harbour Company บริษัท ทิพากร และบริษัทกิจการร่วมค้า พีซีทีสำหรับการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 116 กม. ราคากลาง 2.39 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ มีเอกชนมายื่นเอกสารประกวดราคาจำนวน 6 ราย ได้แก่ CK ITD STEC UNIQ บริษัท เอเอส แอสโซซิเอท (1964) และกิจการร่วมค้าเอสพีเอส (ร่วมทุนระหว่าง เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (PLE) บริษัท ชิโนไฮโดรคอร์ปอเรชั่นลิมิเต็ด และบริษัท สระหลวงก่อสร้าง)
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำซื้อหุ้น CK มองว่าราคาหุ้นที่ลดลงคาดจะเกิดจากผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2559 จะไม่เด่น คาดว่าจะมีกำไรหลักร้อยล้านบาท
แต่มองเป็นโอกาสในการเข้าทยอยสะสม เนื่องจากคาดหวังเกี่ยวกับงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างพื้นฐานในไทยและโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาว รวมถึงการเติบโตของบริษัทลูกจะเป็นปัจจัยช่วยหนุนการปรับตัวสูงขึ้นของราคาหุ้นในอนาคต
“CK มีจุดเด่นที่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่และมีเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชั้นนําของประเทศ คือ BEM CKP และ TTW เฉพาะเงินลงทุนในบริษัทลูกเหล่านี้มีมูลค่าถึง 4.8 หมื่นล้านบาท หรือ
คิดเป็น 28 บาท/หุ้น และบริษัทลูกเหล่านี้กําลังมีข่าวในด้านบวกเข้ามาหนุนต่อเนื่อง และส่งผลบวกต่อบริษัทแม่ CK ทั้งมูลค่าหุ้นที่เพิ่มและป้อนงานให้ เราประเมินราคาเป้าหมายเท่ากับ 38 บาท”
นอกจากนี้ CK มีงานในมือปัจจุบันประมาณ 7 หมื่นล้านบาท และกําลังจะเซ็นสัญญาในไตรมาสแรกคือ งาน M&E รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย 2.5 หมื่นล้านบาท งานรถไฟฟ้าสายสีส้มหมด 3 สัญญา เป็นส่วนของ CK ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท จะทําให้งานในมือ CK เพิ่มขึ้นเป็น 1.23 แสนล้านบาท รองรับรายได้ถึง 3-4 ปี จะหนุนผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น
บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุว่า STEC มียอดงานในมือจำนวนมากจากสัญญาที่ชนะประมูลเมื่อไม่นานมานี้จะผลักดันให้รายได้เติบโตในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
รายได้ที่เติบโตสูงขึ้นคาดจะช่วยชดเชยผลกระทบจากกำไรขั้นต้นที่อ่อนตัวเพราะโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ รวมถึงราคาเหล็กและค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้นคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 32.5 บาท







