posttoday
รายได้ไม่แน่นอน สำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน 12 เดือน

รายได้ไม่แน่นอน สำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน 12 เดือน

31 มกราคม 2560

ทางฝั่งมนุษย์เงินเดือน หรือ คนที่มีรายได้ประจำ ที่ต้องมีเงินสำรองในบัญชีเผื่อฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละเดือน ก็ว่ายากแล้วแต่สำหรับ ฟรีแลนซ์หรือคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน ยิ่งต้องมีให้มากกว่า ก็เพราะพวกเรามีรายได้ไม่แน่นอน แถมในบางรายการยังคาดเดาไม่ได้

ทางฝั่งมนุษย์เงินเดือน หรือ คนที่มีรายได้ประจำ ที่ต้องมีเงินสำรองในบัญชีเผื่อฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละเดือน ก็ว่ายากแล้วแต่สำหรับ ฟรีแลนซ์หรือคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน ยิ่งต้องมีให้มากกว่า ก็เพราะพวกเรามีรายได้ไม่แน่นอน แถมในบางรายการยังคาดเดาไม่ได้

และเชื่อหรือไม่ว่า วิกฤตในชีวิตมักจะมาในเวลาที่เราไม่พร้อมเสมอ เพราะฉะนั้นหากเหตุฉุกเฉินอาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีรายได้เข้ากระเป๋าพอดี จะยิ่งทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว เลวร้าย
ลงไปอีก

เพราะฉะนั้นแทนที่จะเก็บเงินสำรองไว้เพียงแค่ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เหมือนคนที่มีรายได้ประจำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลในต่างประเทศ จึงแนะนำให้คนที่มีรายได้ไม่แน่นอนเตรียมไว้
อย่างน้อย 9-12 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อให้เงินก้อนนี้จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยง เวลาที่ไม่มีรายได้เข้ามา

ใกล้เคียงกับที่ ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
ผู้บริหาร K-Expert ธนาคารกสิกรไทย แนะนำไว้ว่า เพราะฟรีแลนซ์ไม่มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้ต้องออมเงินเผื่อฉุกเฉินไว้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน

“สำหรับฟรีแลนซ์ต้องออมมากกว่า6 เท่าของค่าใช้จ่าย เพราะในบางช่วงเวลาอาจไม่มีงานเข้ามาหลายเดือนติดต่อกัน หรือรับงานที่กำหนดระยะเวลาจ่ายเงินไม่แน่นอนหากใช้เดือนละประมาณ 1 หมื่นบาท ก็ต้องมีเงินออมสภาพคล่องอย่างน้อย 6 หมื่นบาท เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงของรายได้ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองในช่วงเวลาที่ไม่มีงานหรือไม่มีเงินเข้ามา” ฉัตรพงศ์ กล่าว

ขณะที่วิธีการสร้างบัญชีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินสำหรับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน ก็ต้องเริ่มจากการจดบันทึกรายรับรายจ่าย เช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือน

จากนั้นคัดแยกรายการค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่จำเป็นจริงๆ กับค่าใช้จ่ายจำเป็นที่สามารถลดจำนวนลงได้ ออกมา เพราะทั้งสองส่วนนี้จะเป็น “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” ที่ต้องจ่ายเพื่อให้พออยู่รอดได้ในแต่ละเดือน

ถ้าวันนี้ยังมีเงินเก็บไม่ถึง 9-12 เท่าของค่าใช้จ่าย ก็ต้องออกแบบชีวิตให้อยู่ใน“โหมดฉุกเฉิน” ต้องปรับกลวิธีการใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อให้ส่วนต่างระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น จากนั้นก็นำส่วนต่างอันนี้ไปเก็บเข้าบัญชีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน

ในระหว่างนี้ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยเพิ่มเงินออมเผื่อฉุกเฉินให้ได้มากขึ้นเช่น

- ถ้ามีเงินเก็บเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อยู่ เช่น เพื่อไปเที่ยว เพื่อต่อเติมบ้าน เพื่อซื้อของขวัญ โยกมาเก็บไว้เป็นเงินเผื่อฉุกเฉินเป็นอันดับแรก

- ใช้เงินสดน้อยลง อันนี้ขึ้นกับว่าสถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตขนาดไหน

- กินอยู่ประหยัดมากขึ้น แทนที่จะนั่งแท็กซี่ก็เปลี่ยนไปขึ้นรถเมล์ หรือไม่ขับรถออกจากบ้านแต่ไปขนส่งมวลชน

- อะไรที่เป็นแค่ “อยากได้” เก็บไว้ก่อนยังไม่ต้องซื้อ

- ขายของที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง เปลี่ยนมาเป็นเงินเก็บ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เงินจำนวนมากอะไร แต่ก็ยังดีกว่า ขายตอนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ต้องไปขายลดราคามากๆ ในตอนที่จำเป็นต้องใช้เงิน

- สร้างประวัติทางการเงิน เพื่อทำบัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสด ไว้เผื่อต้องใช้ในเวลาฉุกเฉิน โดยในระหว่างที่สถานการณ์ปกติต้องใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างมีสติ และต้องเคลียร์หนี้ในบัตรให้มีวงเงินเหลือไว้เผื่อใช้เวลาฉุกเฉิน

นอกจากนี้ สิ่งที่ลืมไม่ได้สำหรับฟรีแลนซ์คือ การทำประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพประกันอุบัติเหตุ ประกันบ้าน ประกันรถอย่าให้ขาด เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว คือเรื่องร้ายๆ มักมาตอนที่เราไม่พร้อม

“แนะนำให้ทำประกันอุบัติเหตุ (PA) แบบที่จ่ายเบี้ยปีต่อปี ซึ่งเบี้ยประกันแบบนี้จะอยู่ประมาณปีละ 2,000-3,000 บาท อย่ารอจนเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง เพราะค่ารักษาเป็นเงินไม่น้อย และควรทำประกันภัยโรคร้ายแรงไว้ด้วย เพราะค่ารักษาพยาบาลสูงเป็นหลักแสนหลักล้านแต่ค่าเบี้ยประกันเฉลี่ยเดือนละหลักพันบาทหากเราอดออมเพียงเล็กน้อย เช่น ลดกาแฟนำมาจ่ายค่าประกันแล้ว เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็มีคนควักจ่ายให้” ฉัตรพงศ์ กล่าว

ขณะที่การทำประกันสุขภาพ ที่มีอัตราเบี้ยประกันประมาณ 2-3 หมื่นบาท/ปีฉัตรพงศ์ บอกว่า ต้องพิจารณาจากความสามารถในการจ่ายเบี้ย ซึ่งหากทำได้แนะนำให้ทำไว้จะดีกว่า โดยเฉพาะคนที่ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลจากภาครัฐ เช่น ประกันสังคม หรือสิทธิบัตรทอง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ