posttoday
รายได้แน่นอน เก็บไว้ใช้วันฉุกเฉิน 3 เดือน

รายได้แน่นอน เก็บไว้ใช้วันฉุกเฉิน 3 เดือน

31 มกราคม 2560

ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าเราจำเป็นต้องมี“บัญชีเผื่อฉุกเฉิน” เตรียมไว้เป็นทุนสำรองเมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วย ตกงาน ซ่อมบ้านซ่อมรถ และอื่นๆ อีกมากที่อาจจะคาดไม่ถึง

ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าเราจำเป็นต้องมี“บัญชีเผื่อฉุกเฉิน” เตรียมไว้เป็นทุนสำรองเมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วย ตกงาน ซ่อมบ้านซ่อมรถ และอื่นๆ อีกมากที่อาจจะคาดไม่ถึง

สำหรับมนุษย์เงินเดือน หรือคนที่มีรายได้ประจำ ที่มั่นใจได้ว่าจะมาตรงตามนัดมีคำแนะนำให้เก็บเงินใส่บัญชีฉุกเฉินนี้ไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หรือถ้าจะให้ชัดเจนมากขึ้นก็ต้องเป็น 3-6 เท่าของ “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” ในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ ค่ากินใช้ในครอบครัว ฯลฯ

ลองนึกดูว่า ตอนนี้เงินเก็บที่มีพอที่จะทำให้เราพออยู่ได้ (แบบที่ไม่ต้องกินบะหมี่สำเร็จรูปทุกมื้อ) แล้วหรือยัง

อ๊ะๆ ห้ามมโน หรือเดาสุ่ม เป็นอันขาดเพราะถ้าประเมินสูงกว่าความเป็นจริงก็จะทำให้เราต้องเก็บเงินไว้มากเกินจำเป็น แถมยังเสียโอกาสที่จะนำเงินก้อนนี้ไปทำให้งอกเงยอีกต่างหาก

แต่นั่นก็ยังไม่แย่เท่ากับการประเมินค่าใช้จ่ายจำเป็นต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะเมื่อถึงเวลาฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ เงินที่เก็บไว้จะไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ก้าวผ่านเวลาที่ยากลำบากไปได้ โดยเฉพาะถ้าสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นยาวนานกว่าที่คิดไว้

เพราะฉะนั้นถ้าต้องการรู้ให้แน่ชัดว่า“ค่าใช้จ่ายจำเป็น” ในแต่ละเดือนคิดเป็นเงินกี่บาท ก็ต้องเริ่มจากวิธีง่ายๆ (แต่ทำให้ต่อเนื่องไม่ง่ายเลย) คือ การจดบันทึกรายรับรายจ่าย หรือจะบันทึกแต่รายจ่ายอย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน

ลองบันทึกอย่างจริงจังสัก 2-3 เดือนก็น่าจะพอเห็นภาพชัดขึ้น จากนั้นก็นำมาคัดแยก

1.ค่าใช้จ่ายจำเป็นแบบที่จำเป็นจริงๆ ไม่จ่ายไม่ได้ ปรับลดไม่ได้ ซึ่ง “ความจำเป็น”แต่ละคนอาจไม่เท่ากัน

2.ค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่สามารถลดจำนวนลงได้ ถ้าต้องอยู่ในวิกฤตของชีวิต เช่น ค่าอาหาร จากปกติที่จะมีมื้อค่ำในร้านอาหารดังอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ก็ลดลงมาเป็นร้านอาหารธรรมดาๆ ราคาไม่แพง

3.ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ “ดีต่อใจ” หรือจะเรียกว่า ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็พอได้

ทีนี้ก็นำค่าใช้จ่ายจำเป็นจริงๆ ในข้อ 1 มาบวกกับค่าใช้จ่ายจำเป็นในข้อ 2 ที่ลดลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มาบวกกันก็จะได้ “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” ที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ถ้าได้ตัวเลขค่าใช้จ่ายจำเป็นออกมาเท่ากับเดือนละ 7,000 บาท - ก็ต้องเก็บไว้ในบัญชีเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 2-4 หมื่นบาท ถึงจะสบายใจ

บอกให้เบาใจได้อีกนิดว่า ถ้าอยู่ในสายอาชีพที่หางานใหม่ไม่ยาก หรือสามีภรรยาทำงานมีรายได้ทั้งคู่ หรือมีครอบครัวพี่น้องพร้อมช่วยเหลือ อาจจะเก็บไว้ให้พอสำหรับค่าใช้จ่าย 3 เดือน แต่ถ้ามองซ้าย
มองขวาหาใครไม่เจอก็แนะนำให้เก็บเต็มแม็กซ์ 6 เดือนไปเลยจะดีกว่า

หลายคนเห็นตัวเลขนี้จะเป็นลม เพราะทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแค่มนุษย์เงินเดือน แต่เป็นมนุษย์เงินเดือนชนเดือน แล้วจะไปหาเงินเก็บมาจากไหน

เรื่องนี้ไม่ยาก ถ้าอยากลอง... ลองใช้จ่ายเท่ากับค่าใช้จ่ายจำเป็นดูสัก 2-3 เดือน อย่างน้อยก็เพื่อทดสอบว่า เรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินจำนวนเท่านี้จริงๆ และนำเงินส่วนเกินจากค่าใช้จ่ายไปเข้าบัญชีฉุกเฉิน

ลองตั้งใจเก็บเงินเข้าบัญชีนี้ให้ได้อย่างน้อย 10% ของเงินเดือน หรือทุกครั้งที่มีรายได้พิเศษ เช่น ค่าโอที โบนัส ก็นำมาเก็บไว้ในบัญชีนี้ให้ครบก่อนที่จะนำไปใช้อย่างอื่น

นอกจากนี้ ถ้ามีบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด จะมานับรวมเป็น “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” ด้วยได้

ถ้าเป็นบัตรเครดิตจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยประมาณ 45-55 วันซึ่งน่าจะนานพอที่จะถอนเงินออมออกมาจ่าย ไม่เสียดอกเบี้ย หรือถ้าเป็นบัตรกดเงินสดจะเสียดอกเบี้ยตามจำนวนวันที่เบิกเงินออกไป เช่น อัตราดอกเบี้ย 28% ต่อปี ถ้าใช้วงเงินไป 6 หมื่นบาท จะเสียดอกเบี้ยเดือนละประมาณ 1,400 บาท คำนวณจาก (จำนวนเงินที่เบิกออกมา x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวัน) หารด้วย 365 วัน

เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเงินสด เงินฝากหรือกองทุนตลาดเงิน ที่เบิกออกมาใช้ได้สะดวกสักประมาณ 2-3 เท่าของค่าใช้จ่าย แล้วที่เหลือก็อาจนำไปลงทุนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนมากขึ้น โดยที่ความผันผวนไม่มากนักก็จะดีกว่าทิ้งเงินไว้ในเงินฝากเฉยๆ

ถ้าไม่เกิดเหตุให้ต้องดึงเงินมาใช้ เงินก้อนนี้ก็งอกเงยไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องถอนออกมาใช้เวลาอย่างช้าก็ไม่เกิน 1 สัปดาห์

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ