
เอสซีฯ ปรับทัพใหญ่ บุกทุกตลาดปั้นรายได้
ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของเอสซี แอสเสทฯ ที่ประกาศแผนรุกตลาดครั้งใหญ่เพื่อเร่งสร้างรายได้ในปี 2562 ให้แตะ 2 หมื่นล้านบาท
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของเอสซี แอสเสทฯ ที่ประกาศแผนรุกตลาดครั้งใหญ่เพื่อเร่งสร้างรายได้ในปี 2562 ให้แตะ 2 หมื่นล้านบาท โดยกลยุทธ์สำคัญคือขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่พัฒนาบ้านและคอนโดหรู ปีนี้จะได้เห็นการขยายฐานเข้าสู่ตลาดทาวน์โฮม
ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์เชิงรุกในปีนี้จะพยายามรักษาผู้นำส่วนแบ่งตลาดของกลุ่มไฮเอนด์ และเดินหน้าขยายตลาดในกลุ่มแมสที่มีระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการสำรวจตลาดพบว่าปี 2559 ตลาดบ้านเดี่ยวมีมูลค่า 1.02 แสนล้านบาท กลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 20 ล้านบาท มีอยู่ 12% ซึ่งบริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ 15-20% กลุ่มบ้านระดับราคา 10-20 ล้านบาท มีสัดส่วนอยู่ 12% บริษัทครองส่วนแบ่งอยู่ 10% กลุ่มบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาท มีอยู่ 39% บริษัทครองส่วนแบ่งอยู่ 10% กลุ่มบ้านระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีอยู่ 33% บริษัทครองส่วนแบ่งอยู่แค่ 1%
สำหรับกลุ่มที่ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด 4% บริษัทไม่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเลย ส่วนตลาดทาวน์เฮาส์ปี 2559 นั้นมีขนาดตลาดมูลค่า 5.7 หมื่นล้านบาท กลุ่มทาวน์เฮาส์ ระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท มีอยู่ 1% กลุ่มระดับราคา 5-10 ล้านบาท มีอยู่ 8% บริษัทครองส่วนแบ่งอยู่ 8% กลุ่มระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีอยู่ 31% และกลุ่มระดับราคามากกว่า 3 ล้านบาท มีอยู่ 60% ทั้งสองกลุ่มนี้บริษัทยังไม่มีส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ทาวน์โฮมระดับราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท 1 โครงการ จำนวน 200 ยูนิต ในช่วงปลายไตรมาส 3 ปีนี้ ทำเลเพชรเกษม 81 บนเนื้อที่ 20 ไร่
แนวทางธุรกิจตั้งแต่ตั้งบริษัทมาเมื่อปี 2547-2556 นั้นถือเป็นยุค 1.0 ของบริษัทที่มุ่งทำตลาดเฉพาะกลุ่มไฮเอนด์ เป็นยุคที่ซัพพลายในตลาดระดับบนนั้นแข่งขันค่อนข้างน้อยในช่วง 8-10 ปี ก่อนยุค 2.0 นับตั้งแต่ปี 2557-2559 เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับการทำซีอาร์เอ็ม ถือว่าลูกค้าคือพระเจ้า จนก้าวข้ามผ่านมาสู่ยุค 4.0 ที่เกี่ยวข้องกับการคอนเนกทิวิตี้ ที่มีการนำอินเทอร์เน็ตมาเชื่อมโยงในธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบ กลยุทธ์การทำตลาดจึงให้ความสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าระดับบน และขยายสู่ตลาดระดับแมสมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ได้ผสานนวัตกรรมพัฒนา “บ้านรู้ใจ” ในทุกระดับราคาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุค 4.0 ทั้งรักษาคุณภาพสินค้าและบริการ พร้อมกับปรับกระบวนการภายในและภายนอกให้เป็นระบบ Digitization เพื่อความแม่นยำและคล่องตัว
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการเข้าลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อเข้ามาต่อยอดธุรกิจของบริษัท โดยเบื้องต้นจะเน้นการลงทุนในธุรกิจที่เสริมงานด้านคุณภาพ และนวัตกรรม ซึ่งบริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 50 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีจากนี้ ปัจจุบันมีการเจรจากับบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศไทยอยู่หลายราย รวมไปถึงสตาร์ทอัพต่างประเทศ
ณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในปีนี้ คือ หนี้ครัวเรือนเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงมาก แต่ยังมีสัดส่วนต่อจีดีพีที่สูงอยู่ และอัตราการปฏิเสธให้สินเชื่อจากธนาคาร และตัวเลขเอ็นพีแอลยังอยู่
ในช่วงขาขึ้น ทั้งสองเรื่องเป็นความท้าทายต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ อย่างไรก็ตามคาดการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะเติบโตมากกว่า 5% เนื่องจากจีดีพีของไทยยังเติบโตมากกว่า 3% และกำลังซื้อของกลุ่มที่อยู่อาศัยราคา 3 ล้านบาทขึ้นไปยังมีความแข็งแรง
แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับล่างจะได้รับแรงกดดันจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูงและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะระดับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ลดลง และสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลต่อความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร และทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าบริษัทอยู่ที่ 5% ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทมีการให้คำปรึกษากับลูกค้าเพื่อเตรียมตัวก่อนการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร
สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้ บริษัทประเมินว่าจะมีการขยายตัวได้ 5% โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในทำเลต่างๆ ขยายตัวมากขึ้น และทำให้รายได้ของประชากรในประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งสร้างความมั่นใจให้ฟื้นตัวกลับมา ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวที่ยังเป็นปัจจัยช่วยหนุนการเติบโต







