posttoday
ที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้าในโตเกียว

ที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้าในโตเกียว

25 มกราคม 2560

ถ้าเอ่ยถึงเมืองที่มีระบบรางครอบคลุม และมีการอยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าอย่างหนาแน่น หนึ่งในประเทศที่หลายคนนึกถึงนั่นคือ ญี่ปุ่น ที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกันทั่วประเทศทั้งระบบรถไฟฟ้าธรรมดาและรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งการที่มีรถไฟฟ้าเกิดมานานย่อมมีผลกับการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน

ถ้าเอ่ยถึงเมืองที่มีระบบรางครอบคลุม และมีการอยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าอย่างหนาแน่น หนึ่งในประเทศที่หลายคนนึกถึงนั่นคือ ญี่ปุ่น ที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกันทั่วประเทศทั้งระบบรถไฟฟ้าธรรมดาและรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งการที่มีรถไฟฟ้าเกิดมานานย่อมมีผลกับการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน

จากข้อมูลฝ่ายวิจัย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) ผู้ประกอบการไทยที่ร่วมทุนกับกลุ่มมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ระบุว่า ญี่ปุ่นมีการพัฒนาระบบรางมายาวนาน เมืองตามแนวรถไฟฟ้าจึงถูกพัฒนาไปนานมากแล้ว จนปัจจุบันแทบจะไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ตามแนวรถไฟฟ้าได้แล้ว ซัพพลายใหม่น้อยมาก อาจจะมีก็เป็นการนำซื้อตึกเก่ามาปรับปรุงใหม่

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ลักษณะของเมืองและพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าในโตเกียวกับกรุงเทพฯ  แตกต่างกัน โดยสภาพคล่องในการขายคอนโดในเมืองไทยยังสูงกว่ามาก ถ้าตราบใดราคายังสูงขึ้นไปได้อีก แต่ในญี่ปุ่น ราคาอาจจะสูงไปมากแล้ว ทำให้ปัจจุบันราคาเสมอ หรืออาจจะลดลง

เมื่อสภาพคล่องในการซื้อขายไม่ได้ดีมาก คนซื้อส่วนใหญ่จึงซื้อเพื่ออยู่ ซื้อลงทุนไม่มาก ซึ่งปัจจัยนี้มีผลต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ พื้นที่ใช้สอยโครงการใหม่ๆ เริ่มต้นอยู่ที่ 40-70 ตร.ม. โดยภาพรวมพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยๆ จะเป็นห้องชุด 3 ห้องนอน 70 ตร.ม. เพราะคนญี่ปุ่นถ้ายังเป็นคนโสดจะเน้นเช่า ยังไม่ซื้อ ถ้าจะซื้อก็จะซื้อเผื่ออนาคตต้องขยายครอบครัว จึงนิยมซื้อห้องใหญ่

แตกต่างจากเมืองไทย จะนิยมซื้อมากกว่าเช่า ค่าเฉลี่ยจึงเป็น 1 ห้องนอน 30 ตร.ม. เพราะสภาพคล่องการซื้อขายคอนโดในไทยปัจจุบันยังดีมาก ซื้อก่อน 30 ตร.ม. ถ้าขยายครอบครัวค่อยขาย แล้วซื้อห้องใหญ่ หรือซื้อบ้าน

สำหรับแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง จะห่างจากกลางเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร นั่งรถไฟฟ้า 1 ชั่วโมง คล้ายกับบางบัวทอง ราคาจะไม่สูงมาก แต่ถ้าเป็นย่านกลางเมือง เช่น ชิบูญ่า ราคาจะสูงมากราวๆ 5 แสนบาท/ตร.ม. และก็เช่นกัน ถ้าเป็นคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ กลุ่มเป้าหมายหลักก็เป็นคนต่างชาติ  เช่น สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน

ขณะที่ฝ่ายวิจัย บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งได้ร่วมทุนกับกลุ่มมิตซุย ฟูโดซัง เรสซิเด็นเชียล หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นเช่นกัน ระบุว่า การร่วมทุนกับกลุ่มญี่ปุ่นทำให้ได้เรียนรู้ในหลายด้าน โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีในการก่อสร้างเยอะกว่าใช้แรงงาน ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่ใช้แรงคนมากกว่า เพราะต้นทุนแรงงานถูกกว่าญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมีวิธีคิดว่าทำอย่างไรจะหาเทคโนโลยีมาใช้ที่ไม่ต้องพึ่งคน เช่น เรื่องความปลอดภัยในคอนโดมิเนียม ประเทศไทยจะมองบริษัทรักษาความปลอดภัยดีๆ ส่วนญี่ปุ่นจะมองหาเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยที่ใช้แทนคน เรียกว่าญี่ปุ่นจะวิ่งหาเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก

ด้านการอยู่อาศัย ญี่ปุ่นมีระบบรถไฟฟ้าครอบคลุมมาก ทำให้หาที่อยู่อาศัยที่ไกลจากรถไฟฟ้าแทบจะไม่มีเลย เช่น ในโตเกียวแทบทุกตารางเมตรมันใกล้รถไฟฟ้าหมด จะเดินน้อยเดินมาก ซึ่งคนญี่ปุ่นชอบเดิน ห่างจากรถไฟฟ้า 700-800 เมตร จะถือว่าไม่ไกล เดินได้สะดวก แต่ถ้ากรุงเทพฯ ห่างจากสถานี 400-500 เมตร ก็ถือว่าไกลแล้ว เลยดูเหมือนว่าระดับราคาคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าในญี่ปุ่นไม่ต่างกันมาก เพราะเข้าถึงรถไฟฟ้าได้เร็ว ในอนาคตถ้ากรุงเทพฯ มีเครือข่ายรถไฟฟ้าครอบคลุมทุกพื้นที่อาจจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทย นั่นคือ คนไทยส่วนใหญ่ยังมองว่าคอนโดมิเนียมเป็นที่อยู่อาศัยในช่วงวันทำงานหรือ Weekday Home ยังไม่ได้มองว่าคอนโดมิเนียมเป็นที่อยู่อาศัยแบบครอบครัวจริงๆ ที่อยู่ในช่วงวันหยุดด้วยแบบที่เรียกว่า Weekend Home ซึ่งจากการสำรวจคนที่อยู่คอนโดมิเนียมแบบครอบครัวจริงๆ มีไม่ถึง 5% 

การที่คนญี่ปุ่นอยู่อาศัยคอนโดเป็นทั้ง  Weekday Home และ Weekend Home การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกโครงการก็จะเน้นความเป็นครอบครัว ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ มีเครือข่ายรถไฟฟ้าสมบูรณ์ จนคนมีมุมมองการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมเปลี่ยนไป ก็มีแนวโน้มว่าวิถีชีวิตต่างๆ จะคล้ายกับคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69