posttoday
การจัดการเงินนอกระบบ ของอินเดีย

การจัดการเงินนอกระบบ ของอินเดีย

23 มกราคม 2560

โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

การประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตร 500 รูปีและ 1,000 รูปีรุ่นที่ใช้อยู่ แบบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าโดยรัฐบาลอินเดียเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินอินเดียพอควร สาเหตุหลักคือรัฐบาลอินเดียต้องการขจัดปัญหาเงินนอกระบบหรือ Black Money  และการใช้ธนบัตรปลอม ที่นำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมและการก่อการร้าย ตลอดจนปัญหาคอร์รัปชั่น ประกาศดังกล่าวและกฎระเบียบที่เข้มงวด ส่งผลให้เป็นการดึงเงินสดออกจากระบบ (Demonetization) สูงถึง 86% ขณะที่ธนบัตรใหม่ก็ยังไม่สามารถกลับเข้าระบบเพื่อทดแทนได้ทัน ก่อให้เกิดปัญหาเงินสดขาดแคลน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าผลเสียที่จะตามมา คือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเกิดจากภาวะเงินสดขาดมือ สังเกตได้จากยอดขายบุหรี่ตกลง 30-40% ดัชนีตลาดหุ้น BSE SENSEX ตกลงกว่า 6% ภายในสัปดาห์เดียว ขณะที่เกษตรกรและเจ้าของร้านค้าขนาดเล็กซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้เงินสดค้าขายจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงแทบไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีบัตรเครดิตใช้แทนเงินสดได้

ในทางกลับกัน ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศน่าจะลดได้ต่ำกว่า 5% และอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มว่าจะลดลงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากจะปรับตัวลดลงตาม เป็นผลให้ภาระหนี้สินของประชาชนลดลง กระตุ้นให้ผู้บริโภคกู้เงินเพิ่มมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าประเภท รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ลดทอนการชะลอเศรษฐกิจจากการลดลงของเงินสด

นโยบาย Demonetization นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ ประเทศขนาดใหญ่อย่างสหรัฐเคยทำมาแล้วในช่วงปี 1969 โดยลดจำนวนธนบัตรที่มีมูลค่าเกิน 100 เหรียญสหรัฐ เพื่อลดปัญหาเงินนอกระบบ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงและส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ สำหรับอินเดียเพิ่งใช้นโยบาย Demonetization ได้เพียง 2 เดือน เบื้องต้นอาจส่งผลทางลบบ้าง แต่ระยะยาวน่าจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้อินเดีย และพบว่าการใช้เงินแบบ E-Payment (ที่ไทยเองก็อยากให้เป็น) ในอินเดียมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 300% แล้ว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก