
บี/อี-หุ้นกู้มีเครดิต นักลงทุนยังสนใจ
ธุรกิจที่ดียังคงใช้การระดมเงินด้วยการออกตั๋วบี/อี หรือหุ้นกู้ มาใช้ในการขยายธุรกิจ
โดย...ยินดี ฤติวรุฬห์
ผลจากการผิดนัดชำระหนี้ตัวเงินระยะสั้น (บี/อี) ที่เกิดขึ้นนับจากปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน การผิดนัดยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นกระทรวงการคลังต้องออกมากำชับให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูแลเพื่อไม่ให้ลุกลามจนทำให้ระบบขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตราสารและกองทุน และทำให้การเข้าถึงทุนของธุรกิจชะงักงันลง
หากดูบริษัทที่เป็นต้นตอของการผิดนัดชำระหนี้จะเห็นว่าจะเกิดขึ้นเฉพาะบริษัทที่มีปัญหา ไม่ได้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ทำให้ธุรกิจมีปัญหาจนทำให้ต้องผิดนัดชำระหนี้ ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่เข้าลงทุนก็เฉพาะใน บลจ.ที่มีนโยบายลงทุนชัดว่าจะลงทุนตราสารประเภทนี้
ขณะธุรกิจที่ดียังคงใช้การระดมเงินด้วยการออกตั๋วบี/อี หรือหุ้นกู้ มาใช้ในการขยายธุรกิจอย่างเช่นเดิม เพราะถือว่าเป็นแหล่งเงินที่มีต้นทุนดอกเบี้ยที่ดีกว่าการกู้จากสถาบันการเงิน ผลของการผิดนัดชำระที่เกิดขึ้นในบางบริษัทและบางธุรกิจจะส่งผลต้นทุนการเงินของบริษัทที่ดีและมีการจัดเรตติ้งหรือไม่นั้น
โพสต์ทูเดย์ได้สำรวจความคิดเห็นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใช้หุ้นกู้เป็นแหล่งเงินและมีการออกบี/อีในบางช่วงเวลา
จินตณา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) เปิดเผยว่า ผลจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วเงินที่เกิดขึ้นในระบบขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการที่บริษัทอยู่ระหว่างการเสนอขายหุ้นกู้ วงเงิน 2,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี ให้ดอกเบี้ยกับนักลงทุนในอัตรา 3.95% ซึ่งในการขายหุ้นกู้ครั้งนี้บริษัทจะขายผ่านธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส และธนาคารยูโอบี โดยเงินที่ได้จะชำระหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดและใช้ในการลงทุน
“สัปดาห์นี้บริษัทจะขายหุ้นกู้ซึ่งยังมีความต้องการจากนักลงทุนและผู้ลงทุนหุ้นกู้ของบริษัทเข้ามากกว่าวงเงินที่เสนอขาย เพราะนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นและให้การตอบรับหุ้นกู้ของบริษัททุกรุ่นที่ออกมาแล้ว 4-5 รุ่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะบริษัทให้ความสำคัญมากกับการชำระดอกเบี้ยที่นักลงทุนจะได้รับตรงตามกำหนดเวลา หุ้นกู้ของบริษัทมีการจัดอันดับน่าเชื่อถือหรือเครดิตจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับ BBB เพื่อให้กับนักลงทุนได้รับทราบระดับความเสี่ยง ซึ่งการตรงเวลาทั้งในแง่ของการชำระดอกเบี้ยและการไถ่ถอนหุ้นกู้เป็นประเด็นที่บริษัทให้ความสำคัญมาก เพราะนั่นหมายความถึงเครดิตของกิจการและต้นทุนทางการเงินของธุรกิจ” จินตณา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาออกหุ้นกู้จะดูจากความจำเป็นของการใช้เงิน ไม่อยากระดมเงินมาตุนไว้เพราะคือต้นทุน ซึ่งหุ้นกู้ชุดนี้ได้ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่ดีมากคือ 3.95% หากเปรียบเทียบกับอันดับเครดิตที่บริษัทได้รับ ซึ่งระดับเครดิตเท่าของบริษัทดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับประมาณ 4-5% และยังไม่ได้รับผลกระทบชิ่งจากภาวะการผิดนัดตั๋วเงินที่จะทำให้นักลงทุนไม่สนใจหรือมีต้นทุนการเงินสูงขึ้นแต่อย่างใด เชื่อว่านักลงทุนแยกแยะได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดในกลุ่มไหน ธุรกิจประเภทใดด้วย แต่การที่ธุรกิจของบริษัทเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตจึงยังมีการเติบโต
สำหรับวงเงินตั๋วบี/อีมีน้อยมากเหลือประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่เห็นในแบบรายงานของ ก.ล.ต. เป็นวงเงินที่ขอไว้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะออกทั้งหมดและวงเงินดังกล่าวเหมือนเป็นยอดนับรวมทั้งโครงการ ซึ่งในการออกตั๋วบี/อีของบริษัทก็เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่สนใจและต้องการแต่จะอยู่ในวงที่จำกัดมาก แต่ปกติบริษัทไม่ได้มุ่งในการออกตั๋วบี/อี
กอบชัย ธนสุกาญจน์ ผู้บริหารสายงานบริหารการเงิน บริษัท ทีทีซีแอล (TTCL) กล่าวว่า “ที่ผ่านมาบริษัทมีการระดมทุนทั้งผ่านการขายหุ้นกู้และตั๋วเงินระยะสั้นบ้าง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดี ซึ่งในแต่ละปีจะขออนุมัติวงเงินจากผู้ถือหุ้นไว้เพื่อความคล่องตัวเพราะเมื่อถึงคราวจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยปีที่ผ่านมาถือหุ้นอนุมัติวงเงินไว้ 6,000 ล้านบาท ขายไปแล้ว 4,000 ล้านบาท ส่วนตั๋วบี/อีมีวงเงินที่ยื่น 4,000 ล้านบาท แต่ออกจริงๆ แค่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งในการขายก็ยังได้รับการตอบรับจากนักลงทุนดี บริษัทมีเรตติ้งที่ BBB+ ให้ลูกค้าได้พิจารณาดูฐานะของบริษัท”
กรณีข่าวการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อีตั้งแต่ปลายปี บริษัทก็เตรียมความพร้อมรับมือหากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นก็มีวงเงินพร้อมรองรับการไถ่ถอน แต่กรณีที่เกิดขึ้นก็อยากให้นักลงทุนพิจารณาและแยกแยะในการลงทุน ให้ดูว่าตราสารที่ไปลงทุนทำธุรกิจอย่างไร มีเครดิตอย่างไรไม่ใช่ดูเฉพาะในเรื่องของดอกเบี้ย
ดวงใจ แก้วบุตตา กรรมการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) ระบุว่า บริษัทมั่นใจออกขายหุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยตามอายุหุ้นกู้คือ หุ้นกู้อายุ 2 ปี โดยมีธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยเป็นแกนนำผู้จัดจำหน่ายร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส และ บล.โกลเบล็ก จะขายปลายเดือน ม.ค.นี้เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน







