
กสิกรฯ ชูกลยุทธ์ มุ่งดิจิทัล & เออีซี+3
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
กลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจธนาคารกสิกรไทย ภายใต้ พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ คนที่ 4 จะเข้ามาเขย่าองค์กรให้ปรับตัวรับกับ 2 ปัจจัยที่จะเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมธนาคารโดยสิ้นเชิง คือ โลกยุคดิจิทัล (Digitalization) และการรวมกลุ่มในภูมิภาค (Regionalization)
พิพิธ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีภารกิจหลักในการดูแลธุรกิจต่างประเทศ แผนกลยุทธ์ที่ พิพิธ กล่าวถึงตั้งแต่วันรับตำแหน่ง คือ มุ่งยกระดับธุรกิจต่างประเทศให้ผสมผสานรูปแบบสาขาควบคู่กับดิจิทัล เพราะการขยายเครือข่ายต่างประเทศ ขั้นแรกต้องมีสาขาหรือเป็นธนาคารท้องถิ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่ในการดำเนินธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อบริการและการเข้าถึงลูกค้า
สำหรับปัจจัยท้าทายแรก คือ การพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงไทย ขณะที่ภาคการเงิน ก็มีความเสี่ยงถูกกระทบจากผู้เล่นรายใหม่ กลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ที่มีความโดดเด่นจากการใช้เทคโนโลยีที่ง่าย สะดวก และราคาถูก
ธนาคารจึงมีการพัฒนาระบบใหม่ๆ รวมถึงสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีต่างๆ กับพันธมิตรและฟินเทคเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ปัจจุบันลูกค้าของธนาคารสามารถซื้อขายเงินทุกสกุลในอาเซียนได้ และโอนเงินหลากหลายสกุลถึงกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคาร เป็นต้น
ปัจจัยท้าทายที่สอง คือ การรวมกลุ่มในภูมิภาค ซึ่งธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) บวก 3 คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก เห็นได้จากปัจจุบันสัดส่วนการค้ากันเองภายในเออีซี อยู่ที่ 24% เทียบกับสหภาพยุโรป (อียู) ที่ค้ากันเองถึง 62% อีกทั้ง การเป็นเออีซีบวกสาม ยังดึงดูดการลงทุนโดยตรงเป็นอันดับ 2 ของโลก สัดส่วนถึง 9.5% เป็นรองเพียงสหรัฐที่มี 10.3%
ทั้งนี้ กลยุทธ์ธุรกิจภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย มีธุรกิจเป้าหมาย 3 ประเภท คือ การค้า การลงทุน และการชำระดุล (เซทเทิลเมนต์) กลุ่มเป้าหมาย 6 กลุ่ม คือ นักลงทุนไทย ธุรกิจท้องถิ่น นักลงทุนต่างชาติ การค้าระหว่างประเทศ การค้าชายแดน และธุรกรรมรายย่อยข้ามแดน
โดยโมเดลธุรกิจต่างประเทศแต่ละแห่ง จะผสมผสานหลายรูปแบบ ทั้งการเปิดสาขาต่างประเทศเพิ่ม การหาพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการร่วมทุน ขึ้นอยู่กับโอกาส ความพร้อม และกฎระเบียบของแต่ละประเทศ โดยอาเซียนตอนบน ที่ประกอบดัวย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม จะเน้นกลยุทธ์การเปิดสาขาเป็นหลัก เพื่อให้ธนาคารเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการเงินในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้
ส่วนอาเซียนตอนใต้ ธนาคารจะเน้นขยายธุรกิจในอินโดนีเซียเป็นหลัก เพราะมีโอกาสทางธุรกิจสูง โดยอยู่ระหว่างศึกษาหลายแนวทาง รวมถึงการเข้าซื้อกิจการด้วย แต่ทางการอินโดนีเซียมีกฎระเบียบค่อนข้างเข้มงวด อาทิ การเข้าซื้อกิจการ ต้องซื้อมากกว่า 1 แห่งและเป็นธนาคารที่ไม่แข็งแรง จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ปัจจุบัน รูปแบบพันธมิตรทางธุรกิจจึงเป็นทางเลือกที่ดำเนินการได้ก่อน
ในปี 2560 ธนาคารมีแผนเปิดสาขาอย่างเป็นทางการใน 2 ประเทศ คือ กัมพูชา และสาขาเซี่ยงไฮ้ในประเทศจีน พร้อมทั้งจะขอใบอนุญาตธนาคารท้องถิ่นแห่งประเทศจีน ต่อไป ขณะเดียวกัน จะสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับธุรกรรมการโอนเงินในลาว กัมพูชา และเมียนมา (Cross-Border Mobile Transfer) และเตรียมเปิดบริการชำระเงินสกุลท้องถิ่นได้ทุกประเทศในอาเซียนภายในปีนี้
พิพิธ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ธนาคารจะขับเคลื่อนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง คือ การปรับตัวของทรัพยากรบุคคล วัฒนธรรมองค์กร และต้องปรับระบบวัดความสามารถของพนักงาน (เคพีไอ) ให้เหมาะสมต้องวัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น







