
ติดเครื่องลงทุนขนส่งอาเซียน
ติดเครื่องศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ 4.8 พันล้าน เล็งเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้าทะลุ 140% คาดเริ่มก่อสร้างปีหน้าก่อเปิดบริการต้นปี 63 หนุนไทยขึ้นแท่นฮับขนส่งลุ่มน้ำโขง
ติดเครื่องศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของ 4.8 พันล้าน เล็งเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้าทะลุ 140% คาดเริ่มก่อสร้างปีหน้าก่อเปิดบริการต้นปี 63 หนุนไทยขึ้นแท่นฮับขนส่งลุ่มน้ำโขง
นาย กมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยในงานประชุมสัมมนาทดสอบความสนใจของนักลงทุนภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายการขนส่งสินค้าเชียงของว่า โครงการดังกล่าวมีพื้นที่ทั้งหมด 330 ไร่ วงเงินทั้งสิ้น 4,867 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณค่าเวนคืนและก่อสร้างโครงการ 2,867 ล้านบาท และ งบประมาณดำเนินงานและซ่อมบำรุง (O&M) อีกราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ดเนินการเวนคืนพื้นที่ครบ 100% แล้ว ด้วยการใช้งบประมาณราว 780 ล้านบาทและได้รับอนุมัติงบประมาณจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นค่าก่อสร้างระยะแรกแล้ว 1,406 ล้านบาท นอกจาทกนี้ยังมีงบประมาณค่าก่อสร้างระยะที่สองอีก 649 ล้านบาที่จะเสนอขออนุมัติต่อไปอีกด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากที่รวบรวมควยามคิดเห็นภาคเอกชนแล้วจะเสนอขอความเห็นชอบต่อกระทรวงคมนาคมคาดว่าจะอนุมัติได้ภายในเดือนมิถุนายน จากนั้นจะประกาศเชิญชวนเอกชนช่วงปลายปี 2560 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต้นปี 2561 และคาดว่าจะลงนามสัญญารวมถึงเริ่มต้นก่อสร้างก่อนกลางปี 2561เพื่อให้แล้วเสร็จช่วงปลายปี 2562 ตามแผนของโครงการที่จะเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2563 รวมระยะเวลาก่อสร้างไม่ถึง 2 ปี
ด้าน รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้จัดการที่ปรึกษาโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าเชียงของ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการสะท้อนเสียงภาคเอกชนและผู้เกี่ยวข้องคาดว่ารูปแบบการลงทุนโครงการนี้เป็นแบบ PPP Modified Gross Cost ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนแบ่งเป็นรัฐบาลลงทุนด้านจัดหาที่ดินและก่อสร้างส่วนเอกชนจะลงทุนด้านการบริหารและซ่อมบำรุงโดยรัฐเป็นเจ้าของรายได้เพื่อจัดสรรผลตอบแทนให้เอกชนตามปริมาณรรายรับในแต่ละปีโดยมีสัดส่วน 80:20 (รัฐ:เอกชน) ในช่วงสิบปีแรก ทั้งนี้คาดการณ์ว่ารายได้ทั้งสิ้น 2,410 ล้านบาทหรือเฉลี่ยปีละ 80.3 ล้านบาทตามระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี อย่างไรก็ตามคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าในพื้นที่ได้ถึง 140% รวมทั้งสิ้น 195,000 ทีอียู ภายในระยะเวลา 20 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่เพียง 81,000 ทีอียู สอดคล้องกับสัดส่วนสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ในปัจจุบันที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 65 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งอยู่ที่เพียง 20%
รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวต่อว่า โครงการศูนย์ขนส่งสินค้าเชียงของมีศักยภาพด้านการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งของประเทศลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อการขนส่งทางบกและทางน้ำระหว่างสามประเทศ ไทย-ลาว-จีน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับจังหวัดเชียงรายให้เป็น Logistic city ของอาเซียนผ่านศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าระบบรางที่สำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ-ห้วยทราย สอดรับกับแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่ออาเซียนอย่างโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ซึ่งจะก่อสร้างรางเข้ามายังศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าคล้ายโครงการไอซีดี ลาดกระบังร่วมกับการเชื่อมต่อระบบขนส่งทางน้ำไปที่ท่าเรือเชียงแสน อีกทั้งยังเป็นจุดพักสินค้าที่สำคัญองเส้นทาง R3A ขยายขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างมาก เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าด้วยระบบรางไปยังภาคใต้และระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ผ่านการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลำลังเร่งลงทุน
ทั้งนี้ข้อมูลจากด่านศุลกากรเชียงของรายงานว่า มูลค่าการค้าชายแดนด่านเชียงของ-ห้วยทรายปีงบประมาณ 2559 รวมทั้งสิ้น 20,594 ล้านบาท ขยายตัว19.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นมูลค่าการส่งอออก 14,611 ล้านบาท ขยายตัว 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่ราว 13,159 ล้านบาท และการนำเข้า 5,943 ล้านบาทขยายตัว 55% เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่ราว 3,803 ล้านบาท โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ ข้าวมูลค่า 3.971 ล้านบาท สินค้าอุปโภคบริโภคมูลค่า 2,173 ล้านบาท น้ำมัน 1,099 ล้านบาท และอุปกรณ์ก่อสร้าง 880 ล้านบาท ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ ผลไม้มูลค่า 2,886 ล้านบาทและสินค้าเกษตรมูลค่า 2,111 ล้านบาท ส่วนด้านจำนวนยานพาหนะที่ผ่านแดนเชียงของ-ห้วยทรายช่วงขาเข้าก็เพิ่มขึ้นราว 12% เป็นจำนวน 24,809คัน จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 22,085คัน ส่วนช่วงขาออกเพิ่มขึ้น 18% เป็นจำนวน 25,749คัน จากปีก่อนอยู่ที่ 21,658 คัน







