
มองศก.ไทยปีนี้ทรงตัว
ซีอีโอมองเศรษฐกิจไทยปีนี้ทรงตัว หวังโครงการภาครัฐกระตุ้นการลงทุน จับตาปัจจัยเสี่ยงโลกกระทบการขยายตัว
ซีอีโอมองเศรษฐกิจไทยปีนี้ทรงตัว หวังโครงการภาครัฐกระตุ้นการลงทุน จับตาปัจจัยเสี่ยงโลกกระทบการขยายตัว
นายกำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง (ซีอีโอ เซอร์เวย์) กระจายทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 49 ราย ต่อทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2560 ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่า ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 48.98% มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้จะทรงตัว ขณะที่ 34.69% มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว และอีก 16.33% มองว่ามีแนวโน้มหดตัว ในจำนวนที่ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 70.59% มองว่าจะขยายตัว 1-5% ส่วน 5.88% ระบุว่าขยายตัวถึง 6-10% จำนวนอีก 5.88% ระบุว่าขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป และ 17.65% ไม่ระบุหรือไม่แน่ใจ
ทั้งนี้ ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 57.14% ระบุว่าปัจจัยที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2560 คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รองลงมา 51.02% เชื่อว่ามาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ 38.78% ระบุว่าขยายตัวจากการท่องเที่ยว 30.61% ระบุว่าเป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 26.53% ระบุว่าเป็นสถานการณ์การเมือง 20.41% ระบุว่าเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อภายในประเทศที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนภาคเอกชน ในสัดส่วนที่เท่ากัน และอีก 12.24% ระบุปัจจัยอื่นๆ เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ การขยายตัวของภาคการส่งออก การลงทุนด้านภาคการเกษตร ราคาพืชผลทางการเกษตร อุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล และค่าแรงที่สูงขึ้น
สำหรับภาพรวมทิศทางภาคอุตสาหกรรมปี 2560 พบว่าผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 46.94% มองแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมจะทรงตัว รองลงมา 30.61% ระบุว่าแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมไทยจะขยายตัว โดยในจำนวนผู้บริหาร 66.67% ของผู้ที่ระบุว่าอุตสาหกรรมไทยจะขยายตัวคาดว่าจะขยายตัว 1-5% ส่วน 13.33% ระบุว่าขยายตัว 6-10% อีก 13.33% ระบุว่าขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป และ 6.67% ไม่ระบุหรือไม่แน่ใจ ส่วน 22.45% ระบุว่าจะหดตัว ซึ่งในจำนวนนี้ 45.45% ระบุว่าจะหดตัว 1-10% ส่วน 27.28% ระบุว่าหดตัว 11-20% อีก 9.09% ระบุว่าหดตัวมากกว่า 20% ขึ้นไป และ 18.18% ไม่ระบุหรือไม่แน่ใจ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงยังคงมีความกังวลเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการ โดยส่วนใหญ่ 42.86% เป็นห่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รองลงมา 40.82% ห่วงเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนโลกจากความไม่แน่นอนของนโยบายของสหรัฐ และกระบวนการในการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร รวมถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในสัดส่วนที่เท่ากัน
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้จับตาสถานการณ์เบร็กซิตและการเลือกตั้งของอีกหลายๆ ประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี เพราะหากเดินตามรอยสหราชอาณาจักรจะทำให้อียูกระจัดกระจาย เขตเศรษฐกิจที่เคยโตก็จะแตกแยก ส่วนผลกระทบจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังไม่น่ากังวล







