
ปันผล ปลอดภาษี
ขึ้นชื่อว่า “เงินปันผล” ไม่ว่าจะเป็นปันผลจากการเป็นผู้ถือหุ้น ปันผลจากกองทุนรวม สิ่งที่จะโดนเหมือนๆ กัน คือ “ภาษีเงินปันผล” หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินปันผลที่ได้รับ
ขึ้นชื่อว่า “เงินปันผล” ไม่ว่าจะเป็นปันผลจากการเป็นผู้ถือหุ้น ปันผลจากกองทุนรวม สิ่งที่จะโดนเหมือนๆ กัน คือ “ภาษีเงินปันผล” หัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินปันผลที่ได้รับ
แต่ถ้าเป็นเงินปันผลที่ได้จากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า “อินฟราฟันด์” ก็ได้) จะได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผล เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน
เพราะฉะนั้นจึงเหมาะมากๆ ที่จะเป็นแหล่งรายได้หลังเกษียณ เพราะนอกจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจะให้ปันผลในอัตราที่น่าพอใจแล้ว ยังเป็นรายได้ที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ จนแทบจะลืมรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากไปเลย
ถ้าดูจาก อินฟราฟันด์ ทั้ง 5 กองทุนที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลตั้งแต่ 2-7% ต่อปี
แต่ก่อนจะกระโดดเข้าไปลงทุน ต้องเข้าใจก่อนว่า อินฟราฟันด์ กองทุนนั้นเข้าไปลงทุนกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทไหน มีที่มาของรายได้เป็นอย่างไร เพราะแม้ว่าจะได้ชื่อว่าอินฟราฟันด์เหมือนกัน แต่ถ้ามีการลงทุนกิจการต่างกัน และรูปแบบรายได้ไม่เหมือนกัน ก็ทำให้โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนไม่เท่ากันตามไปด้วย
ในปัจจุบัน อินฟราฟันด์สามารถลงทุนกิจการโครงสร้างพื้นฐานได้ 12 ประเภท (ทั้งในประเทศและต่างประเทศ) ได้แก่
1.ระบบขนส่งทางราง หรือทางท่อ
2.ไฟฟ้า
3.ประปา
4.ถนน ทางพิเศษ หรือทางสัมปทาน
5.ท่าอากาศยานหรือสนามบิน
6.ท่าเรือน้ำลึก
7.โทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
8.พลังงานทางเลือก
9.ระบบบริหารจัดการน้ำ หรือการชลประทาน
10.ระบบป้องกันภัยธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงระบบเตือนภัยและระบบจัดการเพื่อลดความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นด้วย
11.ระบบจัดการของเสีย
12.กิจการที่มีลักษณะเป็นกิจการโครงสร้างพื้นฐานตาม 1-11 หลายกิจการ (Multi-Infrastructure) ประกอบกัน โดยกิจการที่ประกอบกันเหล่านั้นเข้าลักษณะที่ครบถ้วนดังนี้
- มีความเชื่อมโยง ส่งเสริม หรือก่อให้เกิดประโยชน์ซึ่งกันและกันหรือต่อชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
- ก่อให้เกิดหรือจะก่อให้เกิดรายได้เป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 80% ของรายได้รวมของกิจการทั้งหมดที่ประกอบกันนั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นกิจการประเภทไหนก็จะต้องลงทุนในสินทรัพย์ 5 ประเภทนี้เท่านั้น คือ
1.กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือสิทธิการเช่าในที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ ตลอดจนทรัพย์สินอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐาน
2.สิทธิสัมปทานในการประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐาน
3.สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคต หรือสิทธิตามสัญญาแบ่งรายได้ในอนาคตของกิจการโครงสร้างพื้นฐานหรือที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการกิจการโครงสร้างพื้นฐาน หรือการบริหารจัดการทรัพย์สินอื่นใดที่ได้จากการประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐาน
4.สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ หรือสัญญาก่อสร้าง หรือสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์หรือบริการของกิจการโครงสร้างพื้นฐาน
5.หุ้นหรือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีลักษณะ ดังนี้
5.1 มีการลงทุนในทรัพย์สินในข้อ 1-4 รวมกันไม่น้อยกว่า 75% ทรัพย์สินรวมของบริษัท หรือมีรายได้จากการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินในข้อ 1-4 ไม่น้อยกว่า 75% ของรายได้รวมในแต่ละปี
5.2 มีกองทุนรวมเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่า 75% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้นและเกินกว่า 75% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทนั้น
ทั้งนี้ สินทรัพย์แต่ละประเภทจะมีความมั่นคงของรายได้ในอนาคตที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าซื้อกรรมสิทธิ์ ก็มีโอกาสที่จะได้รับรายได้ไปเรื่อยๆ
แต่หากเป็นสิทธิสัมปทาน หรือสิทธิตามสัญญาแบ่งรายได้ จะได้รับรายได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ จึงต้องดู “วันหมดอายุ” เพราะเมื่อสิทธิที่ได้หมดอายุมูลค่ากองทุนก็จะหมดไปด้วย
นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจที่มาที่ไปของรายได้ เพราะแม้จะเป็นกิจการประเภทเดียวกัน และกองทุนลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบเดียวกัน เช่น เป็นการลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าเหมือนกัน แต่อาจจะมีที่มาของรายได้ไม่เหมือนกัน โอกาสให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน ความเสี่ยงแตกต่างกัน
ถ้าศึกษาจนเข้าใจก่อนเข้าไปลงทุน และรอรับเงินปันผลอย่างสบายใจ แถมยังไม่ต้องเสียภาษี







