posttoday
"ฟาสต์ฟิต" ปรับ รับสัญญาณฟื้น

"ฟาสต์ฟิต" ปรับ รับสัญญาณฟื้น

16 มกราคม 2560

ตลาดศูนย์ให้บริการดูแลบำรุงรักษารถยนต์แบบเร่งด่วน (ฟาสต์ฟิต) ในปี 2560 เป็นอีกตลาดหนึ่งที่จะต้องจับตามอง

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

ตลาดศูนย์ให้บริการดูแลบำรุงรักษารถยนต์แบบเร่งด่วน (ฟาสต์ฟิต) ในปี 2560 เป็นอีกตลาดหนึ่งที่จะต้องจับตามอง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อตลาดให้เป็นไปในทิศทางใดนั้น “โพสต์ทูเดย์” ได้รวบรวมความเห็นของผู้ประกอบการในธุรกิจดังกล่าวที่มีมุมมองต่อตลาดดังนี้

บุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการ ศูนย์บริการรถยนต์ บี-ควิก กล่าวว่า ภาพรวมตลาดฟาสต์ฟิตในปี 2560 อาจจะต้องกล่าวได้ว่าพูดได้ยากสำหรับการคาดการณ์การเติบโตของตลาด เนื่องจากตลาดอ้างอิงกับเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่บริษัทจับตามอง รวมถึงการปรับตัวของราคายางพารา ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาขายยางรถยนต์ที่จะต้องจับตามองบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์จะมีการปรับขึ้นราคาหรือไม่

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2560 ที่หลายฝ่ายคาดการณ์การเติบโตของอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 3.5-4% ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ปี 2559 บริษัทตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 10% แต่สามารถปิดตัวเลขยอดขายปีที่ผ่านมาได้เติบโตเพียง 5-7% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีการแข่งขันของตลาดยางรถยนต์ยิ่งมีความรุนแรงสูง

การแข่งขันดังกล่าวเป็นผลมาจากบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์และร้านค้าผู้จำหน่ายยางรถยนต์ ต่างเทขายยางด้วยการทำโปรโมชั่นที่ดุเดือดเพื่อไม่ให้มีสินค้าค้างสต๊อกเป็นยางเก่าข้ามปีประกอบกับมาตรการช็อปช่วยชาติของรัฐบาลในช่วงปลายปีถือเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคของสินค้าเกี่ยวข้องกับรถยนต์ ให้สามารถหักลดภาษีได้จึงเป็นการกระตุ้นตลาดอีกทางหนึ่ง

ขณะที่ ปี 2560 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตไว้ที่ 10% พร้อมทั้งเป้าหมายการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 10-15 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 134 สาขา จึงคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

สำหรับการแข่งขันในตลาดปัจจุบันมีผู้เล่นใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก มองว่าตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรี ซึ่งในฐานะผู้นำตลาดจะต้องพัฒนาการให้บริการรวมถึงการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการและการเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง

“ปีที่ผ่านมาปริมาณรถยนต์ที่เข้าสู่ตลาดอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ส่งผลให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ ดังนั้นลูกค้าจึงต้องการการดูแลรถยนต์คันปัจจุบันมากขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดและการระมัดระวังการใช้จ่าย จึงจะมองหาความคุ้มค่าและคุณภาพยางมากขึ้น โดยคาดว่าตลาดยางรถยนต์ระดับกลางผู้บริโภคจะสนใจเลือกซื้อมากกว่ายางรถยนต์ระดับล่างที่แข่งขันกันด้วยราคา” บุศรารัตน์ กล่าว

พลสวัสดิ์ เขียนทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามนิสสัน บอดี้ ผู้ให้บริการศูนย์รถยนต์ ส้ม การาจ กล่าวว่า การแข่งขันของตลาดฟาสต์ฟิตมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นในตลาดจำนวนมาก สวนทางกับสภาพตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมาที่ปริมาณรถยนต์ใหม่เข้าสู่ตลาดน้อย ส่งผลให้รายได้ของบริษัทไม่เติบโตแบบก้าวกระโดด

ด้านรายได้ของบริษัทปี 2559 ปิดตัวเลขอยู่ที่ 20-21 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า ซึ่งบริษัทในฐานะผู้เล่นรายใหม่ในตลาดที่เข้ามาได้ราว 2 ปี จะต้องเน้นกลยุทธ์การตั้งราคาขายที่สามารถแข่งขันได้ พร้อมการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) ที่ดี รวมถึงการประชาสัมพันธ์แบรนด์และการสื่อสารข้อมูลต่างๆ ให้เข้าถึงผู้บริโภค อีกทั้งจะต้องสร้างเอกลักษณ์ด้านการให้บริการในรูปแบบเฉพาะตัว

นอกจากนั้น ปี 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมองว่าปัจจัยการเติบโตจะมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจและภาพรวมตลาดรถยนต์ตามคาดการณ์ของหลายฝ่ายว่าเริ่มฟื้นตัวแล้ว

สุดเขต จันทร์เฉลี่ย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) ในเครือมาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) ผู้ให้บริการศูนย์รถยนต์ครบวงจรสำหรับรถที่หมดระยะรับประกัน “เอ็มเอ็มเอส บ๊อชคาร์เซอร์วิส” กล่าวว่า ธุรกิจของบริษัทในส่วนของมาสเตอร์ มอเตอร์ เทรดดิ้ง (เอ็มเอ็มที) ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของบริษัท มียอดขายในปี 2559 อยู่ที่ 150 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการขยายพื้นที่การจำหน่ายออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เป้าหมายรายได้ของปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 200 ล้านบาท ด้วยแผนการขยายพื้นที่จำหน่ายอย่างต่อเนื่องให้มีความครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงจะมีการเพิ่มไลน์สินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค อาทิ น้ำมันหล่อลื่น ผ้าเบรก และอื่นๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนยอดขายสูงสุดของบริษัทคือ แบตเตอรี่ ซึ่งปีที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 5 หมื่นลูก และในปีนี้ตั้งเป้าหมายการจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็น 7 หมื่นลูก ซึ่งบริษัทมีแผนการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องจึงเชื่อว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ตามที่วางไว้

ด้วยปัจจัยต่างๆ รวมถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทแล้วนั้น เชื่อว่าในสภาวะเช่นนี้เหล่าบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจในตลาดฟาสต์ฟิต ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ รายใหม่หรือรายเก่า จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเวลานี้ ซึ่งถึงแม้จะมีแนวโน้มสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวทั้งสภาวะเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์ ซึ่งคงจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ