สื่อเริ่มฟื้นอาร์เอสลุยชูทีวีทำเงิน
อาร์เอสเชื่อธุรกิจสื่อปีนี้ฟื้นตามเศรษฐกิจ หลังเม็ดเงินโฆษณาเดือน ม.ค.ขยายตัวสูง
อาร์เอสเชื่อธุรกิจสื่อปีนี้ฟื้นตามเศรษฐกิจ หลังเม็ดเงินโฆษณาเดือน ม.ค.ขยายตัวสูง
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจสื่อปีนี้มั่นใจว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณาในสื่อต่างๆ เริ่มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และถ้าเปรียบเทียบเม็ดเงินโฆษณาในเดือน ม.ค.ปีนี้ เทียบกับปีที่ผ่านมาก็มีการเติบโตสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ดี แม้ว่าสื่ออินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อที่มีการเติบโตสูงสุด แต่สื่อทีวีก็ยังเป็นสื่อที่มีเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% และช่องทีวีดิจิทัลที่มีการใช้เม็ดเงินซื้อสื่อโฆษณามากที่สุดก็ยังคงเป็น 5-6 ช่องแรก เนื่องจากเป็น กลุ่มที่มีเรตติ้งสูงที่สุด
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจทีวีดิจิทัลเป็นหลัก ด้วยการเตรียมงบลงทุนผลิตคอนเทนต์ใหม่ในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 700 ล้านบาท เน้นคอนเทนต์ซีรี่ส์ต่างประเทศและละครเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของซีรี่ส์ต่างประเทศที่คาดว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดีเหมือนซีรี่ส์เกาหลีในปีที่ผ่านมา คือ สีดาราม ศึกรักมหาลงกา ซีรี่ส์ฟอร์มยักษ์จากประเทศอินเดีย
"ในส่วนของผังรายการใหม่ของช่อง 8 จะเริ่มทยอยนำออกอากาศในวันที่ 23 ม.ค.นี้ นอกจากจะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ละครคิดเป็นอัตราส่วน 30% บริษัทยังจะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์รายการ วาไรตี้ในอัตราส่วน 25% ข่าว 25% และกีฬา 25% ซึ่งการที่บริษัทปรับสัดส่วนคอนเทนต์ต่างๆ ให้ใกล้เคียงกันจะทำให้ลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง" นายสุรชัย กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขึ้นค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ประมาณ 35-40% แต่หากมองแยกเป็นประเภทรายการในส่วนของรายการข่าวและรายการมวยจะมีการปรับค่าโฆษณาสูงสุดที่ 100% โดยในส่วนของรายการข่าวได้มีการปรับค่าโฆษณาจาก 2 หมื่นบาท/นาที เพิ่มเป็น 7 หมื่นบาท/นาที และรายการมวยปรับจาก 3-6 หมื่นบาท/นาที เพิ่มเป็น 1.2 แสนบาท/นาที
ทั้งนี้ หลังจากบริษัทออกมาปรับผังรายการใหม่ พร้อมกับปรับค่าโฆษณาเพิ่มขึ้น บริษัทมั่นใจว่าสิ้นปี 2560 ช่อง 8 จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,945 ล้านบาท และมีผู้ชมเพิ่มขึ้นจาก 3.5 แสนคน/นาที เป็น 5.5 แสนคน/นาที
นายสุรชัย กล่าวอีกว่า กลุ่มธุรกิจที่จะให้ความสำคัญรองลงมาคือ สุขภาพและความงาม เพราะหลังจากทำการตลาดอย่างจริงจังในปีที่ผ่านมาลูกค้าให้การตอบรับดี เช่นเดียวกับธุรกิจเพลงที่หันจับมือกับศิลปินผลิตงานเพลงชิ้นใหม่ ทั้งนี้สิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่กว่า 3,500 ล้านบาท


