posttoday
ไฟเขียวแบงก์ไปรษณีย์

ไฟเขียวแบงก์ไปรษณีย์

01 กันยายน 2553

 

กรณ์เชียร์ทำไมโครไฟแนนซ์ ชี้ปณท.มีศักยภาพสาขาเพียบ

 โพสต์ทูเดย์ — คลังเล็งให้ใบอนุญาตสถาบันการเงินชุมชนให้ไปรษณีย์ไทย บุกปล่อยกู้ผ่าน 1,200 สาขาสู้หนี้นอกระบบ

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้บริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย ซึ่งแสดงความสนใจที่จะขอใบอนุญาตการประกอบสถาบันการเงินชุมชน เนื่องจากเห็นว่าบริษัท ไปรษณีย์ไทย มีความพร้อมด้านสาขาที่มีอยู่ถึง 1,200 สาขา และพนักงานยังสามารถลงถึงพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ

“หากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จะเข้ามาดำเนินการจริง จะให้ธนาคารออมสินเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ซึ่งจะทำให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย มีรายได้จากการคิดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอย่างน้อยก็น่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการไปกู้หนี้นอกระบบ” รมว.คลัง กล่าว

ในฐานะประธานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับคณะกรรมการของธนาคารเพื่อกำหนดการจัดตั้งธนาคารชุมชนให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ธนาคารชุมชนเป็นช่องทางปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยธนาคารชุมชนจะต้องมีบทบาทในการปล่อยกู้ในชนบททดแทนการกู้ยืมหนี้นอกระบบ หรือเป็นคู่แข่งกับเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเชื่อว่าธนาคารชุมชนสามารถแข่งขันกับเจ้าหนี้นอกระบบได้อย่างแน่นอน เนื่องจากทั้งธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. มีต้นทุนทางการเงินเพียง 12 %ต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าเจ้าหนี้นอกระบบเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 2 แห่ง ยังไม่จำเป็นต้องหาผลกำไรจากการปล่อยกู้ และนายกรณ์ กล่าวว่า ในอนาคตธนาคารชุมชนสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ปล่อยกู้หนี้นอกระบบเข้ามาเป็นตัวแทนหน้าที่ปล่อยกู้ให้กับธนาคารชุมชนที่ตั้งขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งธนาคารชุมชน

“สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้และวินัยการเงินแก่ประชาชน โดยผ่านโครงการหมอหนี้ ฝึกอบรมหมอหนี้ เพื่อลงไปให้ความรู้ทางการเงิน จัดให้มีการทำบัญชีครัวเรือนทุกครอบครัว ซึ่งในอนาคตมาตรฐานของบัญชีครัวเรือนจะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาการสินเชื่อแก่ประชาชน อาทิ หากจัดทำบัญชีครัวเรือนดี ก็อาจได้ในวงเงินที่มาก และอัตราดอกเบี้ยต่ำได้” นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้บริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย ซึ่งแสดงความสนใจจะเข้ามาเป็นผู้ปล่อยกู้ให้กับประชาชนรากหญ้า หากทางกระทรวงการคลังมอบใบอนุญาตการประกอบสถาบันการเงินชุมชนให้ ซึ่งส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าบริษัท ไปรษณีย์มีความพร้อมด้านสาขาที่มีอยู่ถึง 1,200 สาขา และพนักงานยังสามารถลงถึงพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ

"หากบริษัทไปรษณีย์ไทย จะเข้ามาดำเนินการจริง จะให้ธนาคารออมสินเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ซึ่งจะทำให้บริษัท ไปรษณีย์ ไทย มีรายได้จากการคิดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอย่างน้อยก็น่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการไปกู้หนี้นอกระบบ"

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวภายหลังมอบนโยบายคณะกรรมการ หรือบอร์ดชุดใหม่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท.) ว่า ต้องการให้เร่งจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อดำเนินการปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชน ภายหลังจากที่ ครม.เศรษฐกิจมีการหารือการปล่อยสินเชื่อที่ยังไม่ครอบ คลุมประชากรทั้งหมด

สำหรับรูปแบบการดำเนินการของบริษัทลูกไปรษณีย์นั้น จะเป็นธนาคารคนจน จำลองมาจากธนาคารกรามีน ประเทศบังกลาเทศ โดยจะเข้าไปปล่อยสินเชื่อรายย่อยระดับหลัก 1,000 บาทขึ้นไป แบบไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ไมโคร เครดิต) ซึ่งจะเริ่มจากตำบลที่ยากจนและมีหนี้จำนวนมาก เช่น อ.อมก๋อย ผ่านช่องทางสาขาของ ปณท. ที่มีอยู่กว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ

แม้ปัจจุบันจะมี ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินเพื่อปล่อยเงินกู้อยู่แล้ว แต่ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังเข้าไม่ถึง ปณท. ต้องตั้งบริษัทลูกเพื่อปล่อยเงินกู้ มีรัฐบาลให้การสนับสนุน ซึ่งสาขาของไปรษณีย์จะมีเคาน์เตอร์เพื่อไว้ปล่อยกู้ โดยพนักงานของบริษัทลูกไปรษณีย์จะต้องรับใหม่ทั้งหมด เพราะพนักงานเดิมอาจมีความเชี่ยวชาญด้านไปรษณีย์มาก กว่า และขั้นตอนต่อไปต้องขออนุญาตจากกระทรวงการคลัง

นายจุติ กล่าวว่า คาดว่าใน 2 สัปดาห์ คำขออนุญาตตั้งบริษัทลูกไปรษณีย์น่าจะแล้วเสร็จ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ได้รับนโยบายไว้เแล้ว ซึ่งหลังจากนั้นจะมีการนำเสนอต่อ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง โดยที่ผ่านมา รมว.คลังได้รับปากว่าจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

ทางด้านแหล่งเงินทุนที่จะให้ประชาชนกู้ยืมนั้น กระทรวงคลังจะเป็นผู้จัดหามาให้ ซึ่งอาจเป็นการกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารโลกก็เป็นไปได้ซึ่งการรับเงินมาปล่อยกู้ในครั้งนี้ทำโดยไม่หวังผลกำไร แต่ทำเพื่อสาธารณะประโยชน์

ขณะที่ความคืบหน้าการยุติสัมปทานโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปลี่ยนมาเป็นการออกใบอนุญาต หรือ ไลเซ่นส์ 2 จี ทาง ครม.เศรษฐกิจ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการช่วง 1 เดือนของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับที่ 2 ซึ่งมี นายรอม หิรัญพฤกษ์ เป็นประธานแล้ว แต่ต้องส่งหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะสรุปแนวทาง

“จะทำอย่างไรให้ไลเซ่นส์ของเอกชนทั้ง 3 ราย มีอายุเท่ากัน เนื่องจากปัจจุบันอายุสัมปทานของทรูมูฟเหลือ 3 ปี เอไอเอสเหลือ 5 ปี และ ดีแทคเหลือ 8 ปี ในขณะที่อำนาจของ กทช.สามารถออกไลเซ่นส์ได้ตามอายุของสัมปทานที่เหลือเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้จะทำได้หรือเปล่าและถ้าจะทำต้องทำยังไง” นายจุติกล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค