
คาดน้ำมัน52-55เหรียญ พลังงานทดแทนเสี่ยงสูง
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องมาจากทรัมป์สนับสนุนธุรกิจน้ำมันที่ได้จากฟอสซิล ต้องการให้สหรัฐลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) และดอยช์แบงก์มองว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปีนี้จะอยู่ที่ 52-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ธุรกิจพลังงานทดแทนมีความเสี่ยง เพราะทรัมป์ผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและลดความสำคัญในธุรกิจพลังงานทดแทน
ทั้งนี้ จะเป็นโอกาสของธุรกิจสำรวจขุดเจาะน้ำมัน และธุรกิจปิโตรเคมีไทยที่จะเข้าไปขยายการลงทุนในสหรัฐ แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงด้านกฎระเบียบการลงทุนจากต่างประเทศ สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทนในสหรัฐที่มีแนวโน้มชะลอตัว จึงเป็นความเสี่ยงให้กับผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วน
ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากปัจจัยกดดันด้านการผลิตน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากกิจกรรมสำรวจขุดเจาะในสหรัฐ อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากสหรัฐกลับมาพิจารณาเรื่องการคว่ำบาตรอิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อีไอซีประเมินราคาน้ำมันในปี 2560 จะอยู่ที่ระดับ 52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
หากทรัมป์คว่ำบาตรอิหร่านจะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นจากปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการตึงตัวของการผลิตราว 1 ล้านบาร์เรล/วัน เพราะอิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ในบางตลาด ในขณะเดียวกันธุรกิจพลังงานทดแทนมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากทรัมป์อาจยกเลิกนโยบายต่างๆ ที่สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานทดแทนส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ผลิตในสหรัฐ และผู้ส่งออกอุปกรณ์ผลิตพลังงานทดแทน ทรัมป์โจมตีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และพลังงานลมว่ามีต้นทุนแพง
ธุรกิจสำรวจขุดเจาะน้ำมันไทยมีโอกาสขยายการลงทุนในสหรัฐ แต่ต้องระวังความเสี่ยงเรื่องกฎระเบียบการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ นโยบายด้านพลังงานของทรัมป์สนับสนุนให้มีการสำรวจขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันในประเทศที่มีปริมาณมหาศาล จึงเป็นโอกาสของบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันที่จะขยายการลงทุนในสหรัฐ การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นผลดีต่อธุรกิจปิโตรเคมีไทยที่จะเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐ เพื่อชิงความได้เปรียบด้านวัตถุดิบและต้นทุน อีไอซีมองว่าการซื้อกิจการกับบริษัทในสหรัฐเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องกฎเกณฑ์ด้านการลงทุนโดยตรงที่อาจเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่เน้นการดำเนินนโยบายแบบปกป้องและชาตินิยม
ในระยะสั้นราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ ธุรกิจไทยที่ได้รับอานิสงส์ ได้แก่ ธุรกิจปิโตรเคมี โรงกลั่น สายการบิน และโลจิสติกส์ ในภาพรวม ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และครัวเรือนจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าและบริโภคน้ำมัน ในส่วนของธุรกิจปิโตรเคมีที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบจะมีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น สำหรับธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ เช่น โรงกลั่น สายการบิน และโลจิสติกส์ จะได้รับอานิสงส์จากต้นทุนที่อยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวนมากนัก อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนในภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันในระยะสั้น
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนควรมองหาตลาดอื่นที่เน้นสินค้าพรีเมียม เช่น ธุรกิจไทยที่ผลิตแผงโซลาร์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ นอกจากจะได้รับผลกระทบจากธุรกิจพลังงานทดแทนในสหรัฐที่มีแนวโน้มชะลอตัว ยังอาจได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายปกป้องทางการค้า
ดอยช์แบงก์คาดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปีนี้ไว้ที่ 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้หันไปมองสินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2562 และแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นพลังงาน
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ แนะนำหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท บ้านปู (BANPU) และมองว่าบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) จะมีการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
ด้าน บล.ธนชาต มีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อค่าการกลั่นภายในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากความต้องการซื้อและความต้องการขายปรับตัวดีขึ้นและการส่งออกที่ทรงตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ คาดค่าการกลั่นของสิงคโปร์อยู่ที่ 6.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2560-2562 และแนะนำซื้อหุ้นบริษัท ไทยออยล์ (TOP) บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) โรงกลั่นไทยยังคงได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการในประเทศ ซึ่งช่วยให้เพิ่มอัตราการผลิตและพึ่งพาการส่งออกน้อยลงและสามารถขายน้ำมันได้มากขึ้นนอกจากนั้นแนะนำถือหุ้นบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC)
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส มองว่าปิโตรเคมียังดีอยู่ แต่อาจให้น้ำหนักไปที่กลุ่มโอเลฟินส์ และ PET มากกว่าอะโรเมติกส์ เช่นเดียวกับธุรกิจโรงกลั่นที่เน้นความโดดเด่นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ต่อเนื่องไตรมาสแรก ขณะที่ภาพใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยเลือก PTTGC และอินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL)
โอเลฟินส์ยังโดดเด่นสุดในกลุ่ม จากการผลิตใหม่ที่ยังจำกัดแนวโน้มการเติบโตของจีดีพีโลกปี 2560 ที่จะเติบโตสูงกว่าปี 2559 ช่วยหนุนความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ขณะที่ยังคงมีการผลิตใหม่เกิดขึ้นทุกสายการผลิตในปี 2560 แต่การผลิตใหม่ของสายอะโรเมติกส์จะค่อนข้างมีนัย จึงทำให้ส่วนต่างราคาวัตถุดิบกับราคาขาย (สเปรด) สายอะโรเมติกส์จะอ่อนตัวลงจากปี 2559 ส่วนกลุ่ม PET คาดจะได้รับอานิสงส์จากราคาวัตถุดิบพาราไซลีนของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวลดลง หนุนให้สเปรดผลิตภัณฑ์ปี 2560 มีแนวโน้มดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา ขณะที่คาดสเปรดสายโอเลฟินส์โดยรวมน่าจะยังทรงตัวได้ในระดับที่ดี
แนวโน้มค่าการกลั่นในปี 2560 จะยังทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2559 อยู่ในกรอบราว 5-6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ดังนั้น จึงคาดว่าแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2560 ของกลุ่มจะพลิกกลับลดลง 7.1% จากปี 2559 เนื่องจากในสมมติฐานกำหนดให้ไม่มีการบันทึกกำไรพิเศษของ IVL อย่างมีนัย เช่น ที่เกิดขึ้นในปี 2559 รวมถึงการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันของกลุ่มโรงกลั่นเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2559







