
เรียนรู้จากรถยนต์ สัญชาติมาเลเซีย(จบ)
โดย...ดิลก ถือกล้า
โดย...ดิลก ถือกล้า
ตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากมุมมองของเพื่อนชาวมาเลย์ ที่เขามองว่า ปัจจัยที่ทำให้รถยนต์ P-2 สามารถเอาชนะรถยนต์ P-1 ได้นั้นมีอะไรบ้าง เขาได้บอกว่ามีอย่างน้อยสี่ปัจจัย
โดยครั้งที่แล้วผมได้เล่าปัจจัยด้านแรกไปแล้ว คือ ด้านเทคโนโลยี เรามาดูกันต่อนะครับว่า มีปัจจัยอะไรอีกบ้าง
ปัจจัยที่สอง ด้านคุณภาพของรถยนต์ P-1 ในช่วงแรกๆ เป็นที่ยอมรับ แต่ต่อมาเมื่อมุ่งไปที่รถยนต์ขนาดใหญ่ เริ่มเน้นความหรูหรา ทำให้คุณภาพตกต่ำลงและถูกผู้บริโภคโจมตีอย่างมาก
ในขณะที่ P-2 ที่เน้นการพัฒนารถยนต์ขนาดเล็ก แบบคล่องตัวและประหยัดพลังงาน มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ จนได้รับความไว้วางใจให้ผลิต TOYOTA AVANZA ตามคำสั่งผลิตจากบริษัท โตโยต้า
ปัจจัยที่สาม ด้านประสิทธิภาพในการบริการ P-1 ถูกตำหนิอย่างมากในเรื่องประสิทธิภาพในการให้บริการ แล้วลามไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องการขาดประสิทธิภาพในการบริหารองค์กร เพราะยังมีความภูมิใจที่เป็นบริษัทรถยนต์แห่งชาติ มีกลิ่นอายของความเป็นข้าราชการ
ในขณะที่ P-2 เป็นบริษัทเอกชนที่มีความคล่องตัวในการบริการ การปรับตัวตามสถานการณ์ทางธุรกิจคล่องตัว
ปัจจัยที่สี่ ด้านการกำหนดตำแหน่งของสินค้าในตลาด P-1 จะมีความหลากหลายของขนาดและรุ่นของรถ ทั้งใหญ่ กลาง และเล็ก ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่กระจัดกระจายและต้องแข่งกับแบรนด์ที่เหนือกว่าอย่าง TOYOTA และ HONDA ซึ่งก็จะเทียบชั้นได้ยาก
ในขณะที่ P-2 จะชัดเจนมากกับการวางตำแหน่งสินค้าเน้นรถเล็ก ประหยัด กลุ่มลูกค้าที่เป็นระดับชนชั้นกลาง ทำให้มีความชัดเจนในแบรนด์
เพื่อนผมบอกว่า แค่สี่ข้อนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ P-2 แซงหน้า P-1 ได้แล้วในช่วงเวลาเพียง 4 ปี คือ 2555-2559 และสำหรับผม สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องที่เพื่อนชาวมาเลย์คนนี้ที่เล่าให้ฟัง ทั้งในแง่ของธุรกิจ และในแง่ของการทำงาน ผมสรุปสั้นๆ กับตัวเองได้ดังนี้
ประเมินสภาพแวดล้อมให้แม่นยำ
· ค้นหาและเลือกสิ่งที่ตนเองถนัด
· หาพันธมิตรที่ตอบโจทย์ความถนัด
· ทำน้อย แต่ให้ได้มาก
· พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม P-2 จึงแซงหน้า P-1 และเป็นที่กล่าวขวัญของคนมาเลย์ จนถึงกับมีคอลัมนิสต์คนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ชื่อดังของมาเลเซีย ออกมาเขียนบทความบอกว่า
P-2 ควรเป็นรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซียแทนที่ P-1 จะเหมาะสมกว่า







