
ธนชาตแนะนำ ลดลงทุนหุ้น เหลือแค่ 35%
ธนชาตแนะนำลงทุนกองทุนพันธบัตรระยะสั้นเพิ่ม และลดการลงทุนหุ้นในประเทศมาที่ 35% จาก 45%
ธนชาตแนะนำลงทุนกองทุนพันธบัตรระยะสั้นเพิ่ม และลดการลงทุนหุ้นในประเทศมาที่ 35% จาก 45%
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำลดสัดส่วนลงทุนหุ้นมาที่ 35% ของพอร์ต จาก 45% และเพิ่มกองทุนพันธบัตรระยะสั้นเป็น 30% จาก 20% ขณะที่คงน้ำหนักลงทุนกองทุนสินทรัพย์ที่ 15% ของพอร์ต เนื่องจากสภาพคล่องในประเทศอยู่สูง คาดว่าดอกเบี้ยในประเทศจะอยู่ในระดับต่ำยาวนาน และคงน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นโลกและน้ำมัน 15% และ 5% ตามลำดับ
ทั้งนี้ T-Wealth บล.ธนชาต แบ่งพอร์ตลงทุนเป็น 4 พอร์ตตามความสามารถในการรับความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ ดังนี้ พอร์ตแรก ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากและเงินเฟ้อแต่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ซึ่งจะเน้นหุ้นปันผลสูงและมีธุรกิจที่มั่นคง อย่างกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และแนะนำซื้อ KKP
พอร์ตที่สอง รับความเสี่ยงได้มากขึ้น แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงมากนัก เน้นไปที่หุ้นที่มีการเติบโตกำไรสูง หรือหุ้นที่มีราคาถูกอย่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) DIF บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) KKP บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) และแนะนำซื้อ KKP และ WORK
พอร์ตที่สาม สำหรับนักลงทุนที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นไทยหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีหุ้นไทย โดยจะเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี การเติบโตสูง และมีเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) BJC บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) EA บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท บัตรกรุงไทย (KTC) บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) และ WORK และแนะนำซื้อ STA UNIQ และ WORK







