
เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
ในปี 2017 นี้เราจะได้พบเห็นอัตราการเติบโตของธุรกิจประเภท“เอื้ออาทร” กันมากขึ้น เหตุเพราะเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยจัดการจัดสรรปันส่วนใหม่ให้กับทรัพยากรที่เป็นทรัพยากรส่วนเกินหรือสินค้าที่ไม่มีค่า แล้วนำมาขายใหม่หรือบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการนำมา แลกเปลี่ยน แบ่งปัน โดยไม่ต้องมีคนกลางอีกต่อไป ธุรกิจแบบนี้จะมีมากขึ้น เรียกว่าเป็น “ธุรกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy)”
Sharing Economy ได้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นแนวคิดของการแบ่งปัน “ทรัพยากรส่วนเกิน” ระหว่างกลุ่มผู้บริโภคด้วยกันเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการแบบดั้งเดิม เช่น การขายสินค้ามือสอง ซึ่งเป็น “สิ่งของ” ที่เจ้าของไม่ใช้แล้วซึ่งเป็นส่วนเกินในชีวิตนำมาแบ่งปันให้กับบุคคลอื่นที่อาจใช้ประโยชน์แทนได้ ด้วยการแลกเปลี่ยนสิ่งของมือสอง ในอดีตคือการนำมาขายตามตลาดนัดประเภทเปิดท้ายขายของ ซึ่งถูกจำกัดด้วยพื้นที่ที่คนซื้อคือคนที่มาเดินตลาดเท่านั้น แต่เมื่อเกิดอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์อย่าง eBay หรือ Craigslist ขึ้น ทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนสินค้ากับใครก็ได้บนโลก ขยายพรมแดนของพื้นที่แลกเปลี่ยนออกไปจากเดิมมาก นับเป็นนวัตกรรมทางการตลาดด้านช่องทางจำหน่ายที่กว้างไกล ส่วนด้านการบริการแบ่งปันพื้นที่ใช้สอยและอุปกรณ์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมายในนาม “Co-working Space” ซึ่งเอื้อเฟื้อกันในทางความคิดด้วย
Sharing Economy ในยุคแรกๆ ของอินเทอร์เน็ตถูกจำกัดเฉพาะสิ่งของหรือบริการบางอย่างเท่านั้น เพราะอินเทอร์เน็ตถูกจำกัดการเข้าถึงเฉพาะจากคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อเทคโนโลยีอุปกรณ์พกพาและอินเทอร์เน็ต 3จี-4จี เกิดขึ้น ทำให้ Sharing Economy ขยายปริมณฑลของตัวเองตามมา เราจึงเห็น “แอพ” สำหรับแบ่งปันทรัพยากรสารพัดชนิดเท่าที่ผู้ประกอบการสามารถนึกฝันไปได้ หัวหอกของแอพกลุ่มนี้คือ Airbnb และ Uber ซึ่งยังมีแอพกลุ่มนี้อีกมาก
ตัวอย่างเช่น DogVacay ฝากเลี้ยงหมาเวลาไม่อยู่บ้าน, TaskRabbit จ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็ได้ (เหมือนลูกจ้างรายวัน แต่เชื่อมโยงผู้รับจ้างกับผู้จ้างผ่านแอพ), JustPark แบ่งปันที่จอดรถที่อาจเช่าไว้ในราคาแพง และไม่ได้ใช้อยู่ตลอดเวลา, RelayRides แบ่งปันรถ ให้คนอื่นเช่ารถของเราในกรณีที่ไม่ได้ใช้งาน, Spinlister แบ่งปันอุปกรณ์กีฬา เช่น จักรยาน กระดานโต้คลื่น อุปกรณ์สกี ให้คนอื่นเช่า และ Lyft บริการแท็กซี่บุคคล ให้คนที่มีรถยนต์ออกมารับจ้างขับรถผ่านแอพ เป็นต้น
แต่ Sharing Economy ได้ส่งผลกระทบต่อ “ระบบเศรษฐกิจ” ในระบบเดิมๆ เพราะมันเป็นการส่งเสริมให้ผู้ซื้อได้มาเจอกับ “ผู้ขาย” ที่มีสถานะเป็นบุคคลทั่วไปได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการตัด “คนกลาง” แบบดั้งเดิมออกไป แถมยังเอื้อให้ผู้บริโภคยุคหน้าไม่จำเป็นต้อง “เป็นเจ้าของ” สิ่งของหรือบริการอีกแล้ว เพราะสามารถใช้วิธีเช่าหรือซื้อบริการชั่วคราวได้อย่างง่ายๆ แค่เพียงจิ้มหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
ผลกระทบของ Sharing Economy คือการทำลายความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมๆ ของทุกวงการ ส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในทุกวงการต้องปรับตัวรับมือเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค ผู้ให้บริการ หรือหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลโดยรัฐอย่างเข้มงวด มีกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบ
Airbnb เป็นบริษัทที่มีข่าวอยู่เสมอในเรื่องการต่อสู้กับกฎระเบียบด้านห้องเช่าหรือห้องพักแบบเดิมๆ เช่นที่ เมืองนิวยอร์กตัดสินให้ Airbnb ผิดกฎหมายโรงแรมของเมือง ที่ห้ามคนทั่วไปให้เช่าห้องในระยะสั้นกว่า 30 วันโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะจะทับซ้อนกับบริการโรงแรม และ Uber ที่มีการประท้วงกันอย่างใหญ่โตในเมืองใหญ่ๆ ของโลก
ปัญหาของ Sharing Economy คือ ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าธุรกิจประเภทนี้จะจำแนกได้อย่างไร ส่วนผู้ให้บริการเองก็อาจยังไม่มั่นใจได้ว่าระบบที่มีช่องว่างนี้ถ้าเกิดปัญหาบริษัทอาจไม่สามารถรับประกันได้เต็มที่ การเกิดขึ้นของธุรกิจนี้มีที่มาจากช่องวางของการให้บริการในระบบหลัก แต่เมื่อเป็นระบบทางเลือกก็จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพให้คงที่
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจประเภทนี้เกิดขึ้นได้แน่นอนเพราะผลตอบรับดีมาก แต่ก็ต้องดูประเภทของธุรกิจ ว่าไปขัดกับหลักการของกฎหมายหรือไม่ ก็คงจะต้องปรับแก้กันไปเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน







