
‘ทิพย’กดปุ่มธุรกิจดิจิทัลปี’60 เครื่องยนต์ใหม่ดันเบี้ยโต
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จะเริ่มกดปุ่มธุรกิจแห่งอนาคต หรือ New S-curve ในปี 2560 จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบการทำงาน ระบบการทำตลาด ระบบบริการ เต็มรูปแบบ ถือเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะดันให้เบี้ยประกันเติบโตต่อไปได้
สำหรับปี 2560 ได้ตั้งเป้าหมายเบี้ยรับรวมเติบโตประมาณ 5-6% จากปี 2559 เพราะการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หลายโครงการเดินหน้าต่อไปได้ และกำลังซื้อจะดีขึ้น ส่วนประกันรถยนต์ ประกันภัยทรัพย์สิน คิดว่าไม่เพิ่มขึ้นมากนัก จากการที่ยังมีการแข่งขันลดราคาให้ลูกค้า
ส่วนปีนี้คาดว่าจะทำเบี้ยรับรวมได้ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ติดลบ 5-6% จากปี 2558 เป็นการติดลบครั้งแรกของบริษัท เนื่องจากปี 2559 เป็นปีที่ตลาดมีการแข่งขันด้านราคาสูง และยังเป็นผลมาจากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชนมีการก่อสร้างล่าช้า
“ทิพยเริ่มจากการทำตลาดลูกค้าองค์กร ลูกค้ารายใหญ่ แล้วก็เริ่มอิ่มตัว คือไม่สามารถโตได้มาก พอผมเข้ามาช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงได้ขยายฐานลูกค้ารายย่อยเบี้ยประกันก็วิ่งอีกรอบ ตอนนี้ธุรกิจเราเริ่มนิ่ง ขยายไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ผู้บริหารต้องสร้างเครื่องมือตัวใหม่ เพื่อมาผลักดันให้ธุรกิจโตต่อไปได้” สมพร กล่าว
สมพร กล่าวอีกว่า เครื่องมือใหม่ที่จะใช้เต็มรูปแบบในปี 2560 คือ ดิจิทัล ที่ทุกภาคอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ลูกค้าองค์กร หรือรายย่อยต่างพัฒนาสู่ดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในทุกระบบ ทั้งการทำงาน การทำตลาด และการให้บริการ
ขณะนี้ได้นำระบบดิจิทัลเชื่อมกับระบบการทำงานทุกแผนก รวมถึงตัวแทนนายหน้าเพื่อสนับสนุนให้ทำงานได้รวดเร็ว ถูกต้อง เชื่อมระบบกับอู่ในเครือ การให้บริการสินไหมผ่านออนไลน์ และการเปิดช่องทางการขายผ่านออนไลน์ จึงคิดว่ายุคดิจิทัลจะเข้ามาปฏิวัติระบบประกันภัยดั้งเดิม
“เราต้องเคลื่อนตัวไปสู่โลกยุคใหม่ เข้าสู่ยุคดิจิทัลให้เร็ว ถ้าทำได้เร็วและทันกับสถานการณ์ ผู้บริโภคจะหันมาซัพพอร์ตเรา” สมพร กล่าว
สมพร กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจธนาคารถูกฟินเทคเข้ามาเป็นคู่แข่ง แย่งลูกค้าไป จากเดิมที่แข่งขันกับธนาคารเท่านั้น และระบบบล็อกเชน ซึ่งเป็นระบบที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ จะเข้ามาตัดคนกลางอย่างธนาคารออกไป และจะเข้ามาทำลายธุรกิจธนาคารในรูปแบบเดิมๆ เช่น จากเดิมมีเงินจะเอาไปฝากธนาคาร และธนาคารนำเงินไปปล่อยกู้ เก็บส่วนต่างดอกเบี้ยไว้ แต่บล็อกเชนสามารถปล่อยกู้ได้โดยตรง ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่ากู้จากธนาคาร มีเงินก็ไม่ต้องเอาเงินไปฝากธนาคาร และทำให้มั่นใจว่าผู้ซื้อไม่เบี้ยวจ่ายผู้ขาย จะทำให้ธนาคารไม่ได้ส่วนต่าง
“ในอนาคตลูกค้าจะซื้อประกันภัยผ่านดิจิทัลมากขึ้น เหมือนที่ได้ไปดูในหลายประเทศ อย่างโซนยุโรป ผู้ซื้อมีพัฒนาการ เริ่มซื้อจากตัวแทน นายหน้า ต่อมาก็เริ่มซื้อผ่านโทรศัพท์ หรือเทเลเซล และดิจิทัล” สมพร กล่าว
สำหรับช่องทางดิจิทัล ลูกค้ากลุ่มแรกที่จะย้ายมาซื้อช่องทางนี้ คือลูกค้าที่ซื้อผ่านโทรศัพท์ ซึ่งคนที่ซื้อกับตัวแทนยังคงอยู่ แต่ไม่สามารถขยายตลาดได้เพิ่ม เพราะฐานลูกค้าเป็นคนรุ่นเก่า กลุ่มที่สอง คือคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่การซื้อประกันภัย จะใช้ช่องทางดิจิทัลทันที
ขณะที่ธุรกิจประกันภัยเดิมกฎหมายระบุให้ผู้ขายต้องมีตัวตน หากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทยจะผิดเกณฑ์สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่เมื่อดิจิทัลเข้ามาทำให้เกิดอินชัวร์เทค จะก่อให้เกิดเสนอขายประกันภัยข้ามพรมแดน โดยที่ลูกค้าสามารถซื้อกับประเทศไทยก็ได้ และบริษัทประกันภัยในไทยก็ไม่ทราบว่าคู่แข่งมาจากที่ไหน
แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของยุคดิจิทัล แต่ต้องรีบวางโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม ธุรกิจใหม่ที่จะได้จากช่องทางนี้จะค่อยๆ ก่อตัว เริ่มจากคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ เข้าชมเฟซบุ๊ก ขณะนี้มีผู้ติดตามประมาณ 1.13 แสนคน เมื่อพบแล้วสนใจก็จะคลิกอ่านข้อมูลเบื้องต้น หากต้องการรายละเอียดจึงเข้าไปศึกษาผลิตภัณฑ์
“ปี 2559 เราเริ่มวางโครงสร้าง เช่น แฟลชเคลม ที่ให้บริการแล้ว เพื่อบริการกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริหารจัดการเคลมเอง ไม่อยากเสียเวลารอ แต่คนยังไม่อินกับระบบดิจิทัลมากนัก อนาคตมั่นใจว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น รวมถึงการเปิดขายประกันการเดินทาง ประกันภัยบ้านและทรัพย์สิน ประกันภัยรถยนต์ ให้บริการเคลมผ่านออนไลน์ด้วย” สมพร กล่าว
สมพร กล่าวว่า ปี 2560 จะเปิดขายประกันภัยอื่นๆ เพิ่มเติม คิดว่ายอดขายจะเริ่มเข้ามาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวช่วงปลายปี 2560 แต่ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ เพราะขอดูผลงานปีแรกก่อน
นอกจากนี้ บริษัทได้ตั้งศูนย์ซีซีซี (CCC) หรือ เคลม คอนโทรล เซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รวมของผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสินไหมจากต่างพื้นที่ มารวมอยู่ที่เดียวกัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ให้คำแนะนำทางกฎหมาย กระบวนการดำเนินการ กำหนดราคาค่าซ่อม ค่าอะไหล่ได้จากจุดเดียว ยังเป็นการป้องกันสมองไหล จากปัจจุบันการอยู่ในพื้นที่ โอกาสที่คู่แข่งจะพบและซื้อตัวทำได้ง่าย ทุกวันนี้บริษัทประสบปัญหาสมองไหล ทำให้มีต้นทุนในการอบรมพนักงานคนใหม่ขึ้นมาทดแทน และต้องใช้เวลานานถึงจะทัดเทียมคนเดิมได้
สมพร กล่าวว่า ภายใต้การเข้าสู่ยุคดิจิทัล ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจยังไม่ลดลง เพราะต้องทำควบคู่ไปกับการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม ที่ใช้คนในการจัดการในช่วงแรกต้นทุนจะเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในระบบดิจิทัลและฝึกอบรมบุคลากรด้านนี้ ซึ่งรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมกับดิจิทัลจะควบคู่กันไปอีกนาน
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว 5 ปีขึ้นไป ต้นทุนการดำเนินงานจะค่อยๆ ลดลงจากการนำข้อมูลของลูกค้าขนาดใหญ่มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ถึงขั้นออก แบบความคุ้มครองให้ลูกค้าแต่ละคนได้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะเป็นการจ่ายเงินที่คุ้มค่า
นอกจากนี้ ระบบข้อมูลที่มีจำนวนมากยังสามารถใช้ในการตรวจสอบการทำงานของทุกฝ่ายได้ทุกขั้นตอน เช่น การเคลมสินไหมผ่านออนไลน์ ดาวเทียมสามารถยืนยันตัวตนลูกค้าว่าอยู่ที่ใด และสถานที่เกิดเหตุอยู่ที่ใด เวลาที่แจ้งกับเวลาที่เกิดเหตุตรงกันไหม จะสามารถป้องกันการทุจริตเคลมได้







