
เราก็ทำได้
หุ่นยนต์พันธุ์ไทยกำลังพัฒนาและก้าวไกลไปในแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจบริการ
หุ่นยนต์พันธุ์ไทยกำลังพัฒนาและก้าวไกลไปในแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจบริการ
ยอดขายหุ่นยนต์ทั่วโลกในปี 2558 มีจำนวนมากถึง 2.54 แสนยูนิต และจากข้อมูลของ International Federation of Robotics (IFR) พบว่า การใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกในปี 2558 มาจาก 5 อุตสาหกรรมหลัก คิดเป็น 85% โดยแบ่งเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ 38% อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 21% อุตสาหกรรมเหล็ก 14% อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก 9% อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร 3% และอื่นๆ 15%
สำหรับแนวโน้มการใช้งานหุ่นยนต์โดยรวมของโลก คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 เท่า ส่วนในประเทศไทยนั้นมีการนำเข้าหุ่นยนต์ปีละกว่า 4,000 ยูนิต ซึ่งกว่า 95% เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม
หลังจากที่บริษัท ซีที เอเซีย โรโบติกส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทย ประสบความสำเร็จในการส่งออกหุ่นยนต์บริการ ที่ชื่อ “ดินสอ” ไปยุโรปและญี่ปุ่นนั้น หุ่นยนต์ดินสอ ยังคงเดินหน้าได้รับการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวล้ำนำสมัยต่อไป โดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ดำเนินการร่วมกับบริษัท (จากทุนวิจัยจาก MTEC กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
หุ่นยนต์เพื่องานบริการที่ชื่อ “ดินสอ เทโบ้ (TEBO)” เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเดิมเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในประเทศไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบการผลิตและบริการต่างๆ มากขึ้นเป็นลำดับ จึงเป็นการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกันการใช้งานหุ่นยนต์ในภาคบริการมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากสามารถทำงานประเภททำซ้ำๆ งานหนัก งานเสี่ยงอันตรายหรืองานที่ต้องการความละเอียดสูง รวมถึงกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ในภาคธุรกิจบริการ การส่งเสริมลูกค้าสัมพันธ์ การให้ข้อมูลสินค้า และกิจกรรมที่แปลกใหม่ ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และเป็นการรองรับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย
ทุกวันนี้ ภาคบริการเป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและกำลังจะเร่งปฏิรูปเพื่อก้าวเข้าสู่ “Thailand 4.0” จากผลการศึกษาของเวิลด์แบงก์ พบว่าภาคบริการของไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีในระดับ 50% ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วจะอยู่ที่ระดับ 70% ดังนั้นหากสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมความแตกต่างในแบรนด์และการเข้าถึงลูกค้า ก็จะทำให้ภาคบริการของไทยแข็งแกร่งและยังเติบโตอย่างยั่งยืนได้อีกมาก
แต่ที่ผ่านมา หุ่นยนต์บริการในประเทศไทยยังมีจำนวนน้อย จึงถือเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ยังสามารถพัฒนาได้กว้างไกล ซึ่งเหมาะกับงานบริการและประชาสัมพันธ์ในธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านแฟชั่น ศูนย์การค้า โรงแรม โรงพยาบาล การแพทย์และสุขภาพ สถานพยาบาลผู้สูงอายุ เป็นต้น
ว่าไปแล้ว เรามี “หุ่นยนต์” ประเภทต่างๆ ของมหาวิทยาลัยอีกหลายแหล่ง อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ประกวดได้รางวัลระดับนานาชาติทุกปีมานานแล้ว จึงเป็นการยืนยันว่า คนไทยเราก็ทำได้และพร้อมจะพัฒนาเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค “Industry 4.0” และ “Thailand 4.0”
แต่ปัญหาในวันนี้ จะอยู่ที่ Demand มากกว่า Supply ซึ่งเราจะต้องร่วมด้วยช่วยกัน
สวัสดีปีใหม่ ครับผม!







