posttoday
ตลท.ออกดัชนีหุ้นเล็ก

ตลท.ออกดัชนีหุ้นเล็ก

22 ธันวาคม 2559

เปิดทางสถาบันลงทุนได้ TUหรูบาทอ่อนสหรัฐลดภาษี

เปิดทางสถาบันลงทุนได้ TUหรูบาทอ่อนสหรัฐลดภาษี

ตลท.คลอดรายชื่อหุ้นหลักเกณฑ์คำนวณในดัชนีใหม่ sSET เริ่มครั้งแรก 4 ม.ค. 2560 หวังให้สถาบันลงทุนได้

นางรินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า  บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่มจำนวนมากขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ปัจจุบันมีจำนวน 522 บริษัท ขณะที่ดัชนีหลักที่มีอยู่ คือ SET50 และ SET100 สะท้อนหลักทรัพย์ขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง แต่ยังจำกัดจำนวนอยู่เพียง 100 บริษัท ประกอบกับผู้ลงทุนสถาบันลงทุนในกลุ่มหุ้นนอก SET100 มากขึ้น ตลท. จึงพัฒนาดัชนีใหม่ “sSET Index” (เอสเซต) เพิ่มเติม เพื่อสะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาและให้ความสำคัญกับหุ้นกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับการพัฒนาดัชนีในต่างประเทศ

“ตลท.หวังให้หุ้นในดัชนี sSET เป็นที่รู้จักของผู้ลงทุนทั่วไปมากยิ่งขึ้น โดยผู้ลงทุนสามารถนำดัชนี sSET ไปใช้เป็น ดัชนีอ้างอิงเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน และในอนาคตอาจพัฒนานำไปใช้เป็นดัชนีอ้างอิงเพื่อการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ”

นอกจากนี้ ตลท.ยังส่งเสริมให้มีข้อมูลและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับดัชนี sSET จะถูกนำมารวมคำนวณในดัชนีทั้งหมด โดยไม่ได้จำกัดจำนวนเหมือนดัชนี SET50 และ SET100 โดยรายชื่อหลักทรัพย์ในครั้งแรกเพื่อใช้คำนวณดัชนี sSET ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 (ม.ค.-ม.ย. 2560) มีจำนวน 102 หลักทรัพย์

การคัดเลือกหุ้นที่ใช้คำนวณในดัชนี sSET นั้น โดยสรุปจะพิจารณาจากประการแรก ขนาดของหุ้น โดยคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ในช่วงที่กำหนดคืออยู่ในลำดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 90-98 เมื่อเรียงลำดับหุ้นทั้งตลาดตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสะสมจากมากไปน้อย (90th-98th percentile ranked by cumulative market capitalization) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เทียบเคียงได้กับแนวทางของต่างประเทศ

ประการที่สอง ต้องมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free-Float) อย่างน้อย 20% และ 3.เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนหุ้นที่ซื้อขายในแต่ละเดือนต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 0.5% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนของบริษัท เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 9 เดือนจาก 12 เดือนในช่วงที่พิจารณา โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการทบทวนรายชื่อทุก 6 เดือน

ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดที่  1,508.57 จุด ลดลง ลบ 3.08 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 34,609.97 ล้านบาท

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าหลังสหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่ทำให้ 1 เดือนที่ผ่านมาค่าเงินสหรัฐแข็งค่าแล้วกว่า 5.5% ส่วนค่าเงินสกุลอื่นๆ อ่อนค่าลงโดยค่าบาทอ่อนค่า 2.5% ซึ่งเป็นผลทั้งจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยและเงินทุนไหลออก กดดันหุ้นเอเชียตกทุกแห่ง

ค่าเงินที่อ่อนค่าจะเป็นประโยชน์กับจีเอฟพีที (GFPT) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) มีฐานการผลิตในสหรัฐ ซึ่งเฉพาะ TU จะได้ประโยชน์จากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐที่เตรียมปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 15% จากปัจจุบันที่ 35% เนื่องจากมีรายได้จากธุรกิจในสหรัฐราว 4.5 หมื่นล้านบาท หรือราว 28% ของรายได้รวม ขณะที่กำไรสุทธิปี 2559-2560 จะเติบโต 6.7% และ 19.6% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จากธุรกิจทูน่าที่เป็นแบรนด์ในยุโรปจะเติบโตต่อเนื่อง รวมไปถึงธุรกิจแซลมอนฟื้นตัวชัดเจนในปี 2560 และการเน้นเติบโตในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้ผลบวกจากการรวมส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าซื้อหุ้นกิจการRed Lobster เข้ามาเต็มปี 2560

นอกจากนั้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แม้ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาทก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องการย้ายฐานการผลิตหากพิจารณาผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนใน ตลท.ที่เป็นสัญชาติไทยน่าจะมีผลกระทบน่าจะอยู่ในวงจำกัดทั้งบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และบริษัท เอสวีไอ (SVI)

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ