
รื้อกฎดึงเอกชนขายทรัพย์
กรมบังคับคดีเร่งระดมความเห็น ช่วยทำงานเร็วขึ้นลดค่าใช้จ่าย
กรมบังคับคดีเร่งระดมความเห็น ช่วยทำงานเร็วขึ้นลดค่าใช้จ่าย
กรมบังคับคดีเล็งดึงเอกชนทำหน้าที่บังคับคดี-ขายทอดตลาดแทน เตรียมเปิดรับฟังความเห็นก่อน
น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า กรมบังคับคดีได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นร่างกฎกระทรวงว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้การบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมื่อปี 2551 ได้มีประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเอกชน ไม่มีรายใดมาสมัคร จึงต้องระดมความเห็นเพื่อแก้ไขปรับปรุงให้เอกชนสนใจเข้ามาร่วมทำงานกับกรมบังคับคดี
ทั้งนี้ เบื้องต้นจะแยกงานบางส่วนให้เอกชนดำเนินการแทน เช่น การบังคับคดี การประเมินหลักทรัพย์ การขายทอดตลาด และการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้การบังคับคดีขายทอดตลาดได้เร็วมากขึ้น เป็นผลดีกับลูกหนี้และเจ้าหนี้ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่าย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เร็วขึ้น หลักการจะคล้ายกับการทำหนังสือเดินทาง (พาสสปอร์ต) ของกระทรวงการต่างประเทศที่ให้เอกชนมาดำเนินการแทน ทำให้สามารถให้บริการประชาชนได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น
ขณะเดียวกันการเปิดให้เอกชนมาทำหน้าที่ขายทอดตลาดแทน จะช่วยให้มีการประชาสัมพันธ์ที่จะทำให้การขายทอดตลาดเข้าถึงประชาชนมากขึ้น แต่มีเงื่อนไขว่า เอกชนจะต้องขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่าที่กรมบังคับคดีจัดขายทอดตลาดเอง เป็นต้น รวมถึงจะยกเลิกกฎเดิมที่ให้เฉพาะบุคคลธรรมดาเข้ามาทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่บังคับคดี โดยจะเพิ่มนิติบุคคลให้เข้าร่วมได้ด้วย รวมทั้งขยายวงเงินขายทอดตลาดจากเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งน้อยเกินไป ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการจัดประมูลขายทอดตลาด จะมีการทบทวนค่าใช้จ่ายการทำบัญชีรับจ่ายจากเดิมรายการละ 50 บาท ไม่ว่าทุนทรัพย์เท่าใด เป็นจ่ายค่าทำบัญชีตามมูลค่าทุนทรัพย์ เป็นต้น
น.ส.รื่นวดี กล่าวว่า ปัจจุบันกรมบังคับคดีมีคดีแพ่งประมาณ 2 แสนคดี คิดเป็นทุนทรัพย์ 5 แสนล้านบาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี 1 คน จะต้องดูแลคดี 420 เรื่อง เป็นภาระที่หนักมากขณะที่การว่าจ้างพนักงานมีข้อจำกัดจึงต้องมีการกระจายงานออกไปให้เอกชนดำเนินการแทน ภายใต้เงื่อนไขประสิทธิภาพต้องไม่ลดน้อยไปกว่าที่กรมดำเนินการ โดยกรมจะปรับบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลแทน







