
นโยบายที่แตกต่าง
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็นระดับ 0.50-0.75% เป็นครั้งแรกในการปรับดอกเบี้ยในปีนี้ และครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปี การปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปอย่างที่ตลาดคาด และเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2560 ถึง 3 ครั้ง จากเดิม 2 ครั้ง ส่วน ปี 2561 และปี 2562 ยังคงไว้ที่ 3 ครั้ง มีโอกาสที่จะปรับมุมมองดอกเบี้ยขึ้นได้อีก
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% เป็นระดับ 0.50-0.75% เป็นครั้งแรกในการปรับดอกเบี้ยในปีนี้ และครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปี การปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปอย่างที่ตลาดคาด และเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2560 ถึง 3 ครั้ง จากเดิม 2 ครั้ง ส่วน ปี 2561 และปี 2562 ยังคงไว้ที่ 3 ครั้ง มีโอกาสที่จะปรับมุมมองดอกเบี้ยขึ้นได้อีก
ความชัดเจนของเฟด เป็นการเปิดประตูโลกสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐระยะ10 ปี พุ่งขึ้นแรงทันที 0.9% สู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ที่ 2.567% คาดว่าจะเป็นผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ไทย 10 ปี ซึ่งยังอยู่ที่ระดับ 2.75% ต้องปรับขึ้นตาม
ด้านตลาดเงิน US Dollar Index แข็งค่าอย่างที่คาด พุ่งขึ้นกว่า 1.51% สู่ระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 13 ปี 102.58 สวนทางกับการอ่อนค่าของสกุลยูโร อ่อนค่าลงมาแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 13 ปี ที่ 1.0468 เหรียญสหรัฐ/ยูโร เช่นเดียวกับสกุลเงินเยนอ่อนค่าแรง 2.2% สู่ระดับสูงสุดของปี ที่ 117.71 เยน/เหรียญสหรัฐ ฟรังก์สวิสอ่อนค่า 1.32% สู่ระดับ 1.0247 ฟรังก์/เหรียญ ส่วนเงินบาทยังอ่อนค่าเล็กน้อย ล่าสุดอยู่ที่ 35.7 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่คาดว่าด้วยกระแสเงินที่ไหลเข้าสหรัฐ และการเก็งกำไรเงินเหรียญสหรัฐต่อเนื่อง และดึงให้เงินบาทอ่อนค่ายาว น่าจะไปทดสอบ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ ได้ในไม่ช้า กดดันทำให้เงินทุนไหลออก
อย่างไรก็ตาม วันที่ 20 ธ.ค. 2559 ติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่คาดว่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย เนื่องจากบีโอเจพอใจต่อทิศทางของค่าเงินเยนในปัจจุบัน และควบคุมอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวไว้ที่ 0% ต่อไป โดยต้องติดตามว่าบีโอเจจะมีท่าทีอย่างไรต่อการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย หลังเฟดแสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เช่นเดียวกับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินประเทศไทย (กนง.) ในวันที่ 21 ธ.ค. 2559 คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% และเป็นไปได้ที่ กนง.จะยังคงยืนอัตราดอกเบี้ยไว้อย่างน้อยจนถึงกลางปีหน้า เพื่อไม่ให้กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และรอดูแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
ทั้งนี้ ตลาดมีความเสี่ยงโอกาสปรับขึ้นจำกัด ดัชนีใกล้เป้าหมายสิ้นปี 1,530 จุด ด้วยแรงพยุงจากหุ้นสาย Hard และ Soft Commodity และแรงซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ปลายปี จะทำให้ดัชนีไม่ลงต่ำกว่า 1,490 จุดมากนัก กลยุทธ์วันนี้เลือกหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการช็อปช่วยชาติ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) หุ้นที่ได้ดีจากเงินบาทอ่อนค่า อย่างบริษัท เคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ (KCE) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) และดอกเบี้ยขาขึ้น บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และหุ้นโภคภัณฑ์ อย่างบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL)







