
‘บัวหลวง ’เจ้าแห่งไอโปรแกรมเทรด
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
เทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) กำลังจะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการเงินการลงทุนปี 2560 แต่บัวหลวงโบรกเกอร์ในเครือธนาคารกรุงเทพ เริ่มต้นมาประมาณ 5 ปีแล้ว และปีหน้าพร้อมรุกอย่างเต็มที่ ภายใต้สโลแกน จะเป็นโบรกเกอร์ของทุกคน
บรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการกิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง บล.แห่งแรกที่นำโปรแกรมสำเร็จรูปมาให้บริการนักลงทุนบุคคลในการซื้อขายหุ้น หรือโรบอต เทรดดิ้ง ภายใต้บริการ บัวหลวง ไอโปรแกรมเทรด โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการบริหารเงินลงทุนตามเงื่อนไขที่ต้องการ ภายใต้ความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่กลางปี 2554 ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ในปัจจุบันมีลูกค้าที่มาใช้บริการคิดเป็นมูลค่าพอร์ตหลายพันล้านบาท โดยเปิดบัญชีขั้นต่ำ 3 ล้านบาทขึ้นไป จากยุคเริ่มต้นมีมูลค่าพอร์ต 5 ล้านบาทขึ้นไป ในค่าธรรมเนียมบริการที่สูงกว่าการซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด
ประเภทของลูกค้าที่มาใช้บริการแบ่งเป็นซื้อขายเอง การซื้อขายโดยโรบอต และกองทุนส่วนบุคคล ลูกค้าเหล่านี้มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เข้าใจการลงทุน ส่วนใหญ่เป็นหมอ และถ้าเป็นอาชีพอื่นก็มีหน้าที่การงานประจำอยู่แล้ว ไม่อยากซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง
“ผลตอบแทนจากการลงทุนนับตั้งแต่ก่อตั้งมาดีกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย แต่ก็มีบ้างที่นักลงทุนบางคนถอนเงินลงทุนออกไปเพราะไม่แฮปปี้กับการลงทุนแบบนี้ ระบบจะทำงานอัตโนมัติโดยนักลงทุนไม่ต้องติดตามหน้าจอให้อารมณ์มีผลต่อการซื้อขาย เป็นทางเลือกในการลงทุนและกระจายกลยุทธ์ ไม่ทุ่มหมดหน้าตักในการลงทุน”
ปัจจุบันโครงการบัวหลวง ไอโปรแกรมเทรด ได้ปรับปรุงและเพิ่มกลยุทธ์ในการลงทุนให้นักลงทุนเลือกลงทุนมากขึ้นเป็น 6 กลยุทธ์ โดย 5 กลยุทธ์แรกใช้กับนักลงทุนทั่วไป มีเงินในพอร์ตขั้นต่ำ 3 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ บัวหลวงจะมีการประชุมทุกเดือน มีทีมวิศวกรช่วยดูแลติดตามตลอดเวลา
กลยุทธ์แรก กระจายการถือหุ้นให้เหมาะสมกับลูกค้า กลยุทธ์ที่ 2 ลงทุนหุ้นไม่เกิน 10 ตัว กลยุทธ์ที่ 3 ซื้อขายมาก และกลยุทธ์ที่ 4 ไม่เน้นซื้อขาย
กลยุทธ์ที่ 5 สะสมเพื่อลงทุนหุ้น อาทิ ออมเงินในหุ้นเดือนละ 1 หมื่นบาท เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยใช้โรบอตดูให้ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค ติดตามเงินลงทุนในแต่ละเดือนว่าจะซื้อตัวไหน เมื่อไร จะขายเมื่อทิศทางไม่ดี หรือซื้อตัวเดียวซ้ำทุกวันที่เท่าไร กลยุทธ์นี้เพิ่งให้บริการเมื่อ 5-6 เดือนที่ผ่านมาได้รับความนิยมมาก ตัดเงินจากบัญชีลูกค้าทุกเดือน เป็นพอร์ตออมหุ้นระยะยาว
กลยุทธ์สุดท้ายเป็นกลยุทธ์พิเศษเฉพาะตัวของลูกค้า เสมือนเสื้อที่สั่งตัดต้องมีเงินในพอร์ต 10 ล้านบาทขึ้นไป ให้ลูกค้ากำหนดกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับตัวเองแล้วป้อนมาเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปในการซื้อขาย
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บัวหลวงไม่เน้นเพิ่มลูกค้าแต่บริหารผลงานให้ดี มีการปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้ปี 2560 จะเป็นปีที่ระบบการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นที่จะสามารถรับลูกค้าเพิ่มขึ้นได้
“ปีนี้กลยุทธ์บางกลยุทธ์มีข้อจำกัด ถ้าจะซื้อหุ้นขนาดเล็ก เครื่องต้องฉลาดพอที่จะบริหารหุ้น วิธีทำคำสั่งซื้อให้เวลาเตรียมการปรับปรุง ที่จะเริ่มใช้ได้ดีในปี 2560 รองรับเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น ดูแลระบบให้มากขึ้น”
สำหรับการแข่งขันของธุรกิจค้าหลักทรัพย์ในปี 2560 มองว่าจะมีการแบ่งตลาดชัดเจน โบรกเกอร์หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์จะมีประเภทดิสเคาต์โบรกเกอร์ที่เน้นแข่งขันด้านราคา โบรกเกอร์ระดับบน เริ่มแบ่งลูกค้ากันอย่างชัดเจน บัวหลวงเดินตามกลยุทธ์ และวิธีการทำงานของตัวเอง เน้นความยั่งยืน เป็นโบรกเกอร์ที่ลูกค้าทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยจุดมุ่งหมายนี้ บัวหลวงจึงพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และจัดโครงการให้ความรู้แก่นักลงทุนตลอดมา
บัวหลวงมีฐานลูกค้านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.4 แสนบัญชี จากทั้งระบบ 1.3 ล้านบัญชี สูงสุดในอุตสาหกรรม จำนวนนี้ซื้อขายประจำ 20-30% หรือถ้าคิดเป็นปริมาณการซื้อขายจะอยู่ที่อันดับ 6-7 และลูกค้ากระจายไม่กระจุกอยู่กับรายใหญ่เพียงไม่กี่บัญชี
แม้ว่าปริมาณซื้อขายไม่มากที่สุดของระบบ แต่บรรณรงค์ยืนยันว่า บัวหลวงมีกำไรสูงสุดและรายได้อันดับ 2 ในอุตสาหกรรมค้าหลักทรัพย์ด้วยกลยุทธ์ข้างต้น
บริษัทมีโครงการสต๊อกมาสเตอร์ที่ให้ความรู้เรื่องการลงทุนกับนักลงทุนหน้าใหม่ทั่วประเทศ มีเว็บไซต์ให้ความรู้ บัวหลวงมาเป็นปีที่ 5 แล้ว จาก 5-6 ปีก่อน ลูกค้านายหน้าค้าหลักทรัพย์มีเพียง 2.2 หมื่นรายเท่านั้น
ปี 2560 เป็นปีฟินเทค โบรกเกอร์ยุคแรกเน้นซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดใช้คนในการซื้อขาย ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายออนไลน์แซงการซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดไปแล้ว
การพัฒนาโรบอต เทรดดิ้ง มองว่าไม่ใช่การคุกคามลูกค้า แต่เป็นนวัตกรรมที่ตลาดต้องไป







