
เครือข่ายภาคตะวันออกค้านประกาศ11กิจการรุนแรง
เครือข่ายภาคตะวันออก เตรียมเข้ายื่นหนังสือค้านบอร์ดสิ่งแวดล้อมออกประกาศ11กิจการรุนแรงต่อนายกฯในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ชี้หากไม่มีการทบทวนยกเลิกจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง
เครือข่ายภาคตะวันออก เตรียมเข้ายื่นหนังสือค้านบอร์ดสิ่งแวดล้อมออกประกาศ11กิจการรุนแรงต่อนายกฯในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ชี้หากไม่มีการทบทวนยกเลิกจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง
นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 ส.ค.นี้ จะเดินทางพร้อด้วยแกนนำเครือข่ายประมาณ 30 คนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีคัดค้านมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่มีมติเห็นชอบร่างประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ เนื่องจากเห็นว่าไม่ถูกต้องขณะเดียวกันจะรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนในกรุงเทพฯมาร่วมฟังคำพิพากษาของศาลปกครองกลางคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย.นี้ด้วย
นอกจากนี้ในจะนำแกนนำเครือข่ายจากทั่วประเทศเข้าร่วมฟังคำพิพากษาของศาลฯ ซึ่งหากคำพิพากษาออกมาให้ทั้ง 76 โครงการในมาบตาพุดสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ก็เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลางทันที
อย่างไรก็ตามจะให้เวลารัฐบาล 2 สัปดาห์ในการพิจารณาร่างประกาศกิจการรุนแรง จะมีการทบทวนหรือยกเลิก หรือไม่ ถ้าไม่มีการยกเลิกก็จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้ยกเลิกประกาศกิจการรุนแรง 11 กิจการเพราะเห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่มีอำนาจในการประกาศ และข้อมูลก็ไม่มีการพิจารณาที่รอบคอบ โดยไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งท้ายสุดหากรัฐบาลยังยืนยันตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมก็จะนัดชุมนุมใหญ่เครือข่ายทั่วประเทศแน่นอน
“เดิมจะมีการนัดชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 29 ส.ค. แต่เห็นว่าควรจะรอคำตัดสินของศาลปกครองฯในวันที่ 2 ก.ย. นี้ก่อน โดยเฉพาะหากมีความเห็นออกมาว่าให้ 76 โครงการเดินหน้าต่อไปได้ ก็จะยื่นอุทธรณ์ หรือยื่นฟ้องต่อศาลฯเพื่อให้พิจารณายกเลิกประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ ซึ่งในทางปฏิบัติการกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นผลเสียต่อประเทศ เพราะขั้นตอนต่างๆดำเนินการมามากแล้วเหลือเพียงรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากมีข้อมูลในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเภท 18 กิจการรุนแรงเดิม ที่ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯเคยจัดทำมาเป็นข้อมูลสนับสนุนอยู่แล้ว เหลือแค่จะนำไปวิเคาระห์ให้รอบคอบและตกผลึกเท่านั้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือนก็เสร็จแล้ว”นายสุทธิกล่าว
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กล่าวว่า ศาลปกครองกลางได้นัดผู้ประกอบการไปฟังคำตัดสินคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนฟ้อง 76 โครงการมาบตาพุด ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งผู้ประกอบการพร้อมน้อมรับคำตัดสินของศาล และไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร ในขณะเดียวกันจะทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการดูแลสิ่งแวดล้อม และดูแลสุขภาพของประชาชนรอบพื้นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม
สำหรับที่ผ่านมาภาคเอกชนเฝ้ารอให้เกิดความชัดเจนในเรื่องโครงการมาบตาพุด ดังนั้นเมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะประกาศบัญชีรายชื่อประเภทกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงออกมา จะทำให่ภาคเอกชนเกิดความมั่นใจและทราบว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งผู้ประกอบการบางรายแม้ไม่อยู่ในข่ายที่ต้องทำการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) ยังยืนยันที่จะจัดทำรายงานทั้ง 2 ประเภท







