posttoday
Check List ลงทุน ‘LTF และ RMF’ โค้งสุดท้ายก่อนหมดปี

Check List ลงทุน ‘LTF และ RMF’ โค้งสุดท้ายก่อนหมดปี

14 ธันวาคม 2559

โดย...ธนกฤต ศรันกิตติภัทร

โดย...ธนกฤต ศรันกิตติภัทร

ใกล้สิ้นปีแล้วครับ สำหรับผู้ลงทุนที่มีภาระที่ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้ คงเป็นเทศกาลมองหาตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี และที่พลาดไม่ได้คือการเลือกลงทุน LTF และ RMF ตามสิทธิที่สามารถลดหย่อนได้ อาจจะได้เงินคืนหลักร้อย พัน หมื่น หรือสูงสุดหลักหลายแสน ตามฐานภาษีของผู้ลงทุนแต่ละรายอยู่ที่ 5-35% เพื่อที่จะลงทุนให้ทันโค้งสุดท้ายของปี เรามาทำ Check List ในการเลือกลงทุน LTF และ RMF เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจลงทุนตามด้านล่างกันครับ

สิทธิประโยชน์ทางภาษี

ก่อนอื่นเรามาทบทวนกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ทางภาษีกันก่อนที่จะลงทุนกัน

LTF : ไม่กำหนดขั้นต่ำในการลงทุน แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน และต้องไม่เกิน 5 แสนบาทตลอดปีภาษี ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ซื้อปีไหนสามารถลดหย่อนปีนั้น เมื่อลงทุนแล้วต้องถือให้ครบ 7 ปีปฏิทิน (นับปีปฏิทินเป็นหลัก ไม่นับวันชนวัน เช่น ลงทุน 30 ธ.ค. 2559 สามารถขายออกได้ 4 ม.ค. 2565 เท่ากับ 7 ปีปฏิทินพอดี แต่เราลงทุนจริงประมาณ 5 ปีนิดๆ)

หากผิดเงื่อนไข ต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อน เสียเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือนนับย้อนจากเดือน เม.ย.ของปีที่เคยลดหย่อน และกำไรจากการขายที่ผิดเงื่อนไขถือเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี

RMF : ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท หรือ 3% แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน และต้องไม่เกิน 5 แสนบาทตลอดปีภาษี (รวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และประกันแบบบำนาญ) ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีจนถึงอายุ 55 ปี และลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีติดต่อกัน (นับวันชนวัน) หากผู้ลงทุนอายุเกิน 55 ปีแล้วต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีด้วยนะครับ

หากผิดเงื่อนไข ต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนไป 5 ปีย้อนหลัง และหากลงทุนไม่ถึง 5 ปี กำไรจากการขายที่ผิดเงื่อนไขถือเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้

สำคัญ!!! แนะนำให้ศึกษาข้อมูลสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขจากคู่มือภาษีเพิ่ม หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนครับ

นโยบายการลงทุน

ในอดีตมักจะให้น้ำหนักของสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเป็นหลัก จึงไม่ได้เน้นกับการเลือกนโยบายการลงทุนเท่าที่ควร เพราะคิดว่านโยบายการลงทุนไม่ต่างกัน แต่ในปัจจุบัน LTF และ RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกและเพื่อสร้างโอกาสให้เงินลงทุนงอกเงย เราลองมาดูตัวอย่างนโยบายการลงทุนคร่าวๆ กันครับ

LTF : เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นไทยในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ดังนั้นผู้ลงทุน LTF จะต้องสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างน้อยเท่ากับความเสี่ยงของกองทุน (ระดับ 6) ถึงจะเน้นลงทุนในหุ้นไทยแต่ปัจจุบันมีนโยบายการลงทุนให้เลือกมากมาย เช่น ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ (เน้นมั่นคง), ลงทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (เน้นเติบโต), ลงทุนหุ้นผสมตราสารหนี้ (เพื่อลดความเสี่ยง) และที่กำลังจะมาแรงในอนาคตก็คือ การบริหารกองทุนให้มีความเสี่ยง หรือความผันผวนต่ำกว่าตลาด (Smart Beta หรือ Low Volatility) เป็นต้น ทั้งนี้บางกองทุนก็อาจจะมีนโยบายพิจารณาปันผลระหว่างทาง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเลือกลงทุนด้วย

RMF : เนื่องจาก RMF เน้นการลงทุนและออมระยะยาว ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นนโยบายการลงทุนก็มีให้เลือกหลากหลายได้มากยิ่งขึ้น โดยแบ่งนโยบายการลงทุนคร่าวๆ ตามระดับความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงต่ำ (ความเสี่ยงกองทุนไม่เกินระดับ 4) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น-ยาว, ความเสี่ยงปานกลาง (ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5) เน้นลงทุนผสมหุ้นกับตราสารหนี้ และกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง (ความเสี่ยงกองทุนตั้งแต่ระดับ 6) เน้นลงทุนหุ้นล้วน ซึ่งในปัจจุบันนโยบายแต่ละกลุ่มความเสี่ยงทั้งต่ำ ปานกลาง และสูงนั้น ก็ยังแยกย่อยให้เลือกอีกว่าจะลงทุนในประเทศ, ต่างประเทศ เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น, ตามภูมิภาค เช่น ยุโรป เอเชีย เออีซี, กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน หรือจะลงทุนทั่วโลก เป็นต้น

สำคัญ!!!  เลือกนโยบายตามความเสี่ยงที่รับได้ ความชอบ และข้อมูลอื่นๆ ประกอบ เพื่อจะได้ลงทุนได้อย่างเหมาะสมครับ

ผลการดำเนินงานกองทุน

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการดูผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน เพื่อดูว่ากองทุนที่เราลงทุนอยู่ในปัจจุบันหรือที่จะลงทุนในอนาคต มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ดี แย่ ถือลงทุนต่อได้ จะเพิ่มหรือลดน้ำหนัก และยังใช้เปรียบเทียบกองทุนที่มีนโยบายใกล้เคียงกัน เนื่องจากการลงทุน LTF และ RMF เป็นการลงทุนระยะยาว ควรดูผล
การดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนระยะ 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี หรือมากกว่านั้น (ถ้ามี) ประกอบ เพื่อดูว่ากองทุนมีความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงานในระยะสั้น กลาง ยาว เมื่อเทียบกับมาตรฐาน หรืออุตสาหกรรมที่กองทุนนั้นๆ ไปลงทุนมากน้อยเพียงใด ก่อนตัดสินใจลงทุน

สำคัญ!!!  ดูข้อมูลผลการดำเนินงานย้อนหลังและข้อมูลสำคัญได้จาก Morningstar ที่ www.morningstarthailand.com ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลไม่เสียเงิน และจัดทำขึ้นอย่างเป็นมาตรฐาน น่าเชื่อถือ ควรติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนเป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือน หรือตามระยะเวลาที่ผู้ลงทุนสนใจครับ

กลยุทธ์การลงทุน

จะหมดปีภาษีแล้ว มีผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้ลงทุน LTF และ RMF หรือลงทุนไม่ครบอย่างที่ตั้งใจไว้ ทำให้ปริมาณการลงทุนมากระจุกตัวในเดือนสุดท้าย ต้นทุนก็ไม่ได้ต่ำกว่าการซื้อระหว่างปี หรือบางครั้งก็สูงกว่า ขอแนะนำกลยุทธ์ DCA : Dollar-Cost Averaging คือการซื้อเฉลี่ยต้นทุนโดยทยอยลงทุน เช่น ทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน แต่หากช่วงไหนตลาดปรับตัวลงแรงก็สามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากกว่าปกติ ซึ่งต้นทุนรวมที่ได้อาจจะไม่ใช่ต้นทุนที่ต่ำที่สุด แต่จะได้ต้นทุนเฉลี่ยที่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนแต่ละราย ช่วยให้ไม่ลืมและไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษี สุดท้ายเผื่อเวลาทำรายการแต่เนิ่นๆ เนื่องจาก 2-3 วันทำการสุดท้ายของปี จะมีปริมาณผู้ลงทุนต้องการทำรายการพร้อมกันเป็นจำนวนมาก วางแผนล่วงหน้าจะได้ทำรายการอย่างสบายใจ

โอกาสหน้าเราจะมาดูกลยุทธ์การบริหาร LTF และ RMF ที่ลงทุนอยู่แล้ว ว่าจะมีวิธีปรับเปลี่ยนการลงทุนตามสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มีผลตอบแทนงอกเงย และไม่ผิดเงื่อนไขทางภาษีกันครับ

“ศึกษา วางแผน เลือกลงทุน LTF และ RMF ช่วงโค้งสุดท้ายให้ตรงใจ”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการลงทุนนะครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ