
'อาร์เอชบี' ขอ3ปีติด1ใน15 ร่วมฟินเทคเสริมแกร่ง
ปัจจุบันธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพราะมีผู้เล่นรายใหม่ทยอยเข้ามาต่อเนื่องหลังอุตสาหกรรมเปิดเสรี
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ปัจจุบันธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพราะมีผู้เล่นรายใหม่ทยอยเข้ามาต่อเนื่องหลังอุตสาหกรรมเปิดเสรี
บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) สัญชาติมาเลเซียเข้ามาหลังซื้อกิจการโอเอสเค แต่ถือว่าไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ เพราะเดิมคือ บล.บีฟิท ซึ่งปัจจุบันมี “ธรัฐพร เตชะกิจขจร” มาเป็นผู้บริหารคนใหม่ ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
นโยบายใหญ่ที่เขาได้ตั้งไว้คือ การเป็น “RHB 4.0 พร้อมรับนักลงทุนทุกประเภท” ทั้งหมดนี้เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้นักลงทุนซื้อขายผลิตภัณฑ์ได้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานหน้าบ้านหรือหลังบ้าน แต่สิ่งที่พ่วงท้ายมาด้วย การมีเครือข่ายจากบริษัทแม่เชื่อมระดับภูมิภาคเข้าด้วยกันทั่วอาเซียนทั้งหมด 9 ประเทศ โดยมองไทยจะเป็นประตูเชื่อมสู่กลุ่มประเทศอาเซียน
ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดแผนงาน 3 ปี (2560-2562) จะมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ขึ้นมาติดอันดับ 15 แห่ง ที่มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุด หรือเพิ่มอีกเท่าตัวจากปี 2558 อยู่ที่อันดับ 28 หรือมีส่วนแบ่ง 1.3% แต่เดือน พ.ย. อยู่ที่อันดับที่ 23 โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากซื้อขายหลักทรัพย์และไม่ใช่หลักทรัพย์ในสัดส่วนอย่างละ 50%
จุดแข็งที่บริษัทมีคือ มีผลิตภัณฑ์ไว้บริการที่หลากหลายทั้งหุ้นและมีบัญชีมาร์จิ้นโลน อนุพันธ์ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ธุรกิจวาณิชธนกิจที่มีทั้งนำหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ตอนนี้ถือว่าขับเคลื่อนได้ดี รวมถึงการเป็นแกนร่วมประกันการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายตราสารหนี้และล่าสุดกับการขายกองทุนรวม
โดยปี 2560 จะเห็นมากขึ้นในเรื่องของการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินด้านซื้อกิจการ/ร่วมลงทุน (M&A) หรือการกู้เงินในธนาคารพาณิชย์ระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันมากขึ้น (Cross Border) ตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการออกของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย เพื่อซื้อกิจการในต่างประเทศมากกว่าที่การเข้ามาซื้อกิจการในไทยหรือกู้เงินในไทย กรณีมีธุรกิจข้ามประเทศมากขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นดีลที่มีขนาดใหญ่ ทั้งหมดและจะมีการทำงานร่วมกันระหว่างทีมไทยกับมาเลเซีย
ขณะเดียวกัน การมีระบบซื้อขายที่หลากหลายทำให้ลูกค้ามีช่องทางซื้อขายได้ 3 แบบ โดยระบบแรกเหมาะกับลูกค้าที่ต้องการคีย์ออร์เดอร์ที่มีประสิทธิภาพมาก ส่วนอีก 2 แบบเหมาะสำหรับใช้งานบนสมาร์ทโฟน ซึ่งสิ่งที่พิเศษคือการเข้าระบบเพียงครั้งเดียวสามารถใช้ได้ทุกระบบ (Single Sign On) สอดคล้องกับระบบงานหลังบ้านในการส่งคำสั่งตัดเงินออนไลน์จากแบงก์ได้ทันที โดยผ่านทางแอพพลิเคชั่นอาร์เอชบีไดเร็กต์ที่ไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ บล.เป็นผู้ดำเนินงานเหมือนเมื่อก่อน
“ธรัฐพร” กล่าวต่อว่า RHB เปิดโอกาสหาพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มฟินเทคต่างๆ เข้ามาช่วยเสริมทางด้านระบบซื้อขายผลิตภัณฑ์ หรือระบบการวิเคราะห์ข้อมูลและคัดเลือกหุ้นหรือผลิตภัณฑ์อื่นเสมอ ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ตามความต้องการของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่และบริษัทมีสาขาน้อยแค่ 10 แห่ง
ล่าสุด ทาง RHB เป็นพันธมิตร กับฟินเทคสต็อกเรดาร์ ในการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านแอพพลิเคชั่น Stockradars ด้วยการเปิดบัญชีซื้อขายออนไลน์กับบริษัทโดยใช้เวลา 15 นาทีที่รองรับการใช้ลงทุนซื้อทั้งหุ้นและกองทุนรวมได้ในบัญชีเดียวกัน
“สมัยนี้ต้องเปิดกว้างกระแสเทคโนโลยีขยายและตื่นตัวสูงมาก ถ้ามัวมาเก่งคนเดียวทำเองหมดเป็นไปไม่ได้ บล.ต้องมีสิ่งที่ตอบโจทย์ให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลการซื้อขายที่ง่าย เพราะการหาพันธมิตรจะช่วยกระจายฐานและมีเครื่องมือมากขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของคนเป็นรุ่นใหม่ในวงกว้างด้วย”
สำหรับความร่วมมือกับสต็อกเรดาร์ตั้งเป้าว่าภายใน 1 ปี จะมีบัญชีใหม่ทั้งหุ้นและกองทุนเข้ามา 5,000 บัญชี จากปัจจุบันมีจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ 1.4 หมื่นบัญชี และมีการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ 40% ส่วนแผน 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2562 ตั้งเป้าว่าจะต้องมีบัญชีเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 3.3 หมื่นบัญชี โดยจะมาจากความร่วมมือกับพันธมิตรฟินเทคต่างๆ ทั้งหมด 3 หมื่นบัญชี และบัญชีที่มาจากฐานลูกค้าที่มีรูปแบบการซื้อขายแบบเดิม 3,000 บัญชี หรือปีละ 1,000 บัญชี ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนนักลงทุนรายบุคคล 85% และนักลงทุนสถาบัน 15% โดยนักลงทุนสถาบันจะเน้นไปยังนักลงทุนในกลุ่มอาเซียนเป็นหลัก
ขณะที่การซื้อขายอนุพันธ์มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับที่ 6 ปีหน้าพยายามกลับทวงอันดับที่ 5 ให้ได้ โดยจะเน้ นขยายไปยังฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งสินค้าที่เป็นพระเอกคือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงหลักทรัพย์รายตัว (Single Stock Futures)
RHB อยู่ในจุดที่พร้อมจะโต เราจะเป็น บล.ขนาดกลาง ไม่จำเป็นต้องใหญ่ แค่รู้ว่ามีจุดแข็งและศักยภาพด้านไหนก้าวไปให้ชัดเจน







