
ชี้ทางรอดธุรกิจเพลงดึงศิลปินร่วมพันธมิตรมัดใจแฟนคลับ
หลังจากค่ายเพลงต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป ด้วยการหันมาทำธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลและปรับธุรกิจเพลงเป็นเหมือนคอนเทนต์ที่สามารถนำมาต่อ ยอดรายได้
โดย...จะเรียม สำรวจ
หลังจากค่ายเพลงต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป ด้วยการหันมาทำธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลและปรับธุรกิจเพลงเป็นเหมือนคอนเทนต์ที่สามารถนำมาต่อ ยอดรายได้ เพื่อให้ธุรกิจเพลงสามารถเดินต่อไปได้ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ล่าสุดธุรกิจเพลงก็ได้มีการปรับตัวมาอีกหนึ่งสเต็ป ด้วยการเปิดกว้างให้ศิลปินเข้ามามีบทบาทร่วมในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการผลิต หรือการวางแผนผลงานเพลง เพื่อให้ธุรกิจเพลงมีการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้น
สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า องค์กรธุรกิจยุคปัจจุบันจะยั่งยืน มั่นคงและเติบโตต่อไปได้หรือไม่ ให้ดูได้จากวิสัยทัศน์ขององค์กรและความสามารถในการปรับตัวให้สอดคล้องกับโลก ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทถือเป็นองค์กรหนึ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้ว่าปัจจุบันจะมีธุรกิจหลายด้านที่ดูแล แต่บริษัทก็ยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจเพลงเป็นธุรกิจหลัก ด้วยการปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี แม้วันนี้ธุรกิจเพลงในโมเดลใหม่ คือ สิ่งใหม่ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่เข้าใจหรือเข้าใจยาก แต่ขอให้ติดตามและจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปธุรกิจเพลงจะกลับมาเติบโตและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากศิลปินจะเข้ามามี ส่วนร่วมในผลงานมากขึ้น
ด้านศุภชัย นิลวรรณ กรรมการ ผู้อำนวยการธุรกิจเพลง บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า เวลานี้หลายค่ายมีความจำเป็นต้องปรับโมเดลการทำธุรกิจเพลง เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว
ดังนั้นยิ่งปรับเร็วยิ่งได้เปรียบเพราะจริงๆ แล้วคนฟังเพลงไม่ได้น้อยลง ในทางตรงกันข้ามกันกลับมีคนฟังมากขึ้น เพียงแต่เทคโนโลยีใหม่ๆทำให้วิธีการฟังเปลี่ยนไปและมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้รายได้จากการฟังเพลงรูปแบบ เดิมๆ ลดลง
ขณะเดียวกันการทำงานทุกอย่าง ก็ต้องมีการวิเคราะห์และเปิดกว้าง มากขึ้น พร้อมกับมองสิ่งรอบตัวให้ เป็นโอกาส อะไรที่มันดีอยู่แล้วก็ทำให้มันดียิ่งขึ้น อะไรที่ไม่ดีก็ต้องแก้ไข หรือตัดสินใจทิ้งไป ซึ่งในส่วนของธุรกิจเพลงอาร์เอสมีรายได้และมีกำไรดูแล ตัวเองได้มาโดยตลอด ส่วนกระแสธุรกิจ เพลงทั่วโลกที่ค่อยๆ ทยอยล้มหายไป เพราะไม่มีการปรับตัวเองตามกระการเปลี่ยนแปลงของโลกให้ทัน เนื่องจากบริษัทมีการปรับโมเดลธุรกิจเพลงให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดกับสภาวะปัจจุบัน โดยมุ่งมั่น สร้าง คอนเทนต์ใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดเพลงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจเพลงของนับจากนี้ อาร์เอสได้มีการนาเอาศิลปินเบอร์ต้นๆ ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นมาทำงานเพลงด้วยผ่านกลยุทธ์มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เซอร์วิส เพื่อให้ครอบคลุมเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างมูลค่าต่อยอดให้กับธุรกิจเพลงในทุกรูปแบบ โดยในส่วนของศิลปินที่เข้ามาร่วมทำงานเพลงด้วยในขณะนี้ประกอบด้วย ใบเตย, กระแต, จ๊ะ, เบิ้ล ปทุมราช, ธัญญ่า, จินตหรา พูนลาภ, วงเฟลม, วงเคลิ้ม, หวาย และ กามิกาเซ่ เป็นต้น
ศุภชัย กล่าวต่อว่า การนำศิลปินมาทำธุรกิจเพลงด้วยในครั้งนี้ ถือเป็น การเปิดโอกาสให้ศิลปินทุกคนได้เข้า มามีส่วนร่วมในการลงทุนผลิต และวางแผนผลงานเพลงในลักษณะกึ่งพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะส่งผลดีต่อตัวศิลปินได้ทั้งในด้านการวางแผนงาน การดูแลรักษาคุณภาพ และมาตรฐานของชิ้นงาน ตลอดจนพัฒนาตัวเองกับการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้อาร์เอสต้อง หันมาปรับโครงสร้างการทำธุรกิจ เพลงในครั้งนี้ ก็เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยและพฤติกรรมการเสพเพลงของ คนฟังที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งในอนาคต อาร์เอส คาดการณ์ว่าจะมีผู้ประกอบการในธุรกิจเพลงนำโมเดลธุรกิจนี้ไปใช้ เช่นเดียวกัน เพราะกลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้ผู้ฟังมีความชื่นชอบในตัว ศิลปินและเพลงที่ผลิตออกมาทำตลาดมากขึ้น
ศุภชัย กล่าวปิดท้ายว่า ส่วนตัวมองว่าธุรกิจเพลงยังคงเป็นคอนเทนต์ต้นน้าที่แข็งแกร่ง และสามารถนำมาต่อยอดเพื่อหารายได้ในด้านอื่นๆ ได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้จากการบริหารจัดการศิลปิน รายได้โชว์บิซ หรือการหารายได้จากอีเวนต์ โดยเฉพาะการหารายได้จากการทำมิวสิค มาร์เก็ตติ้ง ร่วมกับสินค้าต่างๆ ที่นับวันความต้องการมีแต่จะเพิ่มขึ้น
การออกมาปรับโครงสร้างธุรกิจเพลงในครั้งนี้ ด้วยการดึงศิลปินเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจเพลงจะช่วยให้ อาร์เอส มีรายได้จากธุรกิจเพลงเพิ่มขึ้นแค่ไหนนั้น หลังจากก้าวเข้าสู่ปี 2560 น่าจะเริ่มเห็นทิศทาง แต่ที่คิดว่าน่าจะเห็นได้ทันที คือ การมัดใจแฟนคลับให้รักในตัวศิลปินมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจเพลงในอนาคต







