
เทรด Options ทำไมต้องรู้เรื่อง ความสัมพันธ์ของเวลากับราคา
ในการเทรด Options ผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นฝั่งไหนระหว่างผู้ซื้อ Options หรือผู้ขาย Options ซึ่งในมุมมองของผู้ลงทุนทั้งสองฝั่งนั้นจะไม่เหมือนกัน ผู้ที่ซื้อ Options เปรียบเสมือนกับผู้ทำประกันภัย การซื้อ Options ก็เหมือนกับการซื้อกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ที่สนใจซื้อ Options เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของราคาสินค้าอ้างอิงที่ตัวเองสนใจหรือถือครองอยู่ โดยจะยอมจ่ายเบี้ย (Premium) ให้กับผู้ขาย Options ผู้ซื้อ Options สามารถเลือกทิศทางได้ว่าจะเป็นกรณีที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปอาจจะเป็นทิศทางสูงขึ้นหรือทิศทางต่ำลงกว่าระดับราคาที่ตกลง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ใน Options เกิดขึ้น ผู้ซื้อ Options ก็จะสามารถมาเคลมเอาค่าเสียหายหรือส่วนต่างราคาตลาดกับราคาที่ระบุไว้ใน Options จากผู้ขาย
ในการเทรด Options ผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นฝั่งไหนระหว่างผู้ซื้อ Options หรือผู้ขาย Options ซึ่งในมุมมองของผู้ลงทุนทั้งสองฝั่งนั้นจะไม่เหมือนกัน ผู้ที่ซื้อ Options เปรียบเสมือนกับผู้ทำประกันภัย การซื้อ Options ก็เหมือนกับการซื้อกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ที่สนใจซื้อ Options เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของราคาสินค้าอ้างอิงที่ตัวเองสนใจหรือถือครองอยู่ โดยจะยอมจ่ายเบี้ย (Premium) ให้กับผู้ขาย Options ผู้ซื้อ Options สามารถเลือกทิศทางได้ว่าจะเป็นกรณีที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปอาจจะเป็นทิศทางสูงขึ้นหรือทิศทางต่ำลงกว่าระดับราคาที่ตกลง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ใน Options เกิดขึ้น ผู้ซื้อ Options ก็จะสามารถมาเคลมเอาค่าเสียหายหรือส่วนต่างราคาตลาดกับราคาที่ระบุไว้ใน Options จากผู้ขาย
ส่วนผู้ที่ขาย Options จะทำหน้าที่เหมือนบริษัทประกันภัย คือ รับประกันหรือรับความเสี่ยงแทนผู้ซื้อ ในกรณีที่ราคาสินค้าอ้างอิงเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงเกินระดับที่ระบุไว้ใน Options โดยจะได้รับเบี้ยประกัน (Premium) เป็นผลตอบแทน ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงไม่เปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ขาย Options ก็จะได้รับเงินค่า Premium มาเต็มๆ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ซื้อ Options สามารถจะเคลมได้ ผู้ขาย Options ก็จะต้องชดใช้ส่วนต่างตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน Options
ราคาของ Options (Premium) นั้นเกิดจากส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
1.มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) : คำนวณได้จากการสมมติเหตุการณ์ว่าถ้าหากใช้สิทธิจาก Options ตามราคา ณ ปัจจุบันแล้วควรจะได้ชดเชยเป็นตัวเงินเท่าไร เช่น สมมติดัชนี SET50 ปัจจุบันอยู่ที่ 900 จุด Options ประเภทสิทธิในการซื้อ (Call Options) อ้างอิงดัชนี SET50 ที่ระดับ 880 จุด ซึ่งราคาของสิทธิในการซื้อถูกกว่าดัชนี ณ ปัจจุบัน 20 จุด ถ้าใช้สิทธิ Options เพื่อซื้อดัชนีที่ 880 จุด แล้วนำไปขายในตลาดทันทีที่ 900 จุด จะทำให้ได้กำไรทันที 20 จุด เราจะเรียกมูลค่า 20 จุดนี้ว่ามูลค่าที่แท้จริง
2.มูลค่าของเวลา (Time Value) : ราคาของ Call Options ตามข้อ 1 จะซื้อขายกันเกินมูลค่าที่แท้จริง 20 จุด เช่น 35 จุด เป็นต้น ราคา Options ส่วนที่เกินจากมูลค่าที่แท้จริง 15 จุด คือ มูลค่าของเวลา โดยสาเหตุที่ราคา Options จะต้องมีส่วนของเวลาด้วย เนื่องจากการที่ Options ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการประกันราคาที่สามารถซื้อดัชนี SET50 ได้ที่ 880 จุด จนกว่าซึ่งดัชนี SET50 อนาคตมีความไม่แน่นอนอาจปรับตัวขึ้นต่อได้อีกก็ได้ ดังนั้นผู้ที่ได้สิทธิจะมีความได้เปรียบ หรือโอกาสในการใช้สิทธิ หรือเคลมส่วนต่างได้ ภายในระยะเวลาของ Options ที่กำหนด จึงทำให้เกิดมูลค่าของเวลาเกิดขึ้นด้วย ซึ่งผู้ซื้อ Options จะต้องจ่าย เพื่อให้ผู้ขาย Options รับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนแทนตัวเองภายในระยะเวลาที่กำหนด
มูลค่าของเวลาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า Options จะหมดอายุนานหรือช้า คล้ายกับระยะเวลาของการรับประกันของกรมธรรม์ประกันภัยนั่นเอง ถ้า Options ยังเหลืออายุมาก แปลว่ายังเหลือเวลาที่จะเคลมส่วนต่างได้นาน ส่วนของ Time Value ก็จะสูงกว่า Options ที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า และค่าของ Time Value จะค่อยๆ ลดลงตามระยะเวลาคงเหลือของ Options จนมูลค่าของ Time Value จะเป็นศูนย์ในวันที่ Options หมดอายุ จากกรณีที่ Time Value ค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าเวลาจะเป็นมิตรกับผู้ขาย Options เนื่องจากเป็นรายได้หรือผลตอบแทนของผู้ขายนั่นเอง สำหรับผู้ซื้อระยะเวลาที่ผ่านไปจะเป็นศัตรูกับผู้ซื้อ Options เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผู้ลงทุนใน Options ควรทราบ สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถหาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขาย Options ได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือเว็บไซต์ www.tfex.co.th







