posttoday
เวียดนามง่อนแง่น หากไร้ทีพีพี

เวียดนามง่อนแง่น หากไร้ทีพีพี

01 ธันวาคม 2559

ผ่านพ้นการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ของสหรัฐมาหลายสัปดาห์ ที่ทั่วโลกต่างยังจับตามองถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐ ว่าจะไปในทิศทางใด โดยเฉพาะการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายได้วิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ที่ “เวียดนาม” จะได้รับ ทว่าในเวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะผละนโยบายการค้าดังกล่าวหรือไม่ ที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตเศรษฐกิจเวียดนามในอนาคต

ผ่านพ้นการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ของสหรัฐมาหลายสัปดาห์ ที่ทั่วโลกต่างยังจับตามองถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐ ว่าจะไปในทิศทางใด โดยเฉพาะการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายได้วิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ที่ “เวียดนาม” จะได้รับ ทว่าในเวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะผละนโยบายการค้าดังกล่าวหรือไม่ ที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตเศรษฐกิจเวียดนามในอนาคต

เจิ่นต่วนถัง รองผู้อำนวยการกรมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการแข่งขัน ศูนย์บริหารจัดการเศรษฐกิจ (CIME) ประเทศเวียดนาม เปิดเผยผ่านสื่อท้องถิ่นเวียดนามนิวส์ถึงอนาคตของทีพีพีจากนโยบายการหาเสียงของทรัมป์

โดยหากวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อาจมีการสลายตัวหรือยกเลิกการจัดตั้งทีพีพี หากเลวร้ายน้อยลงมาคือมีการเจรจาข้อตกลงกันใหม่ ซึ่งหนทางดังกล่าวใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดเพื่อสร้างความสมดุลด้าน เศรษฐกิจ การเมือง ของสหรัฐและประเทศสมาชิกในทีพีพี

ด้วยหลายโครงการของทีพีพีแสดงให้เห็นว่าสหรัฐไม่ได้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากนัก และมีผลเสียต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่สำคัญ แต่ทีพีพีก็ช่วยให้สหรัฐนำเข้าสินค้าได้ในราคาถูก และสร้างโอกาสทางการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแก่บริษัทสหรัฐ ด้วยทีพีพีเสมือนเป็นเครื่องมือหนึ่งของสหรัฐที่สามารถใช้ต่อกรกับประเทศจีนในการค้าระหว่างกลุ่มประเทศในเอเชีย

ดังนั้น การล้มเลิกทีพีพีไม่ได้ส่งผลกระทบด้านดีแก่สหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลเสียที่ใหญ่หลวงไม่แพ้กัน เพราะชาวอเมริกันจะสูญเสียโอกาสการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบราคาถูกจากเอเชีย ซึ่งหากมีการสลายตัวของทีพีพี ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางด้านการต่างประเทศของสหรัฐด้านความน่าเชื่อถือ และนโยบายการต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ ในบริบทนี้จึงกล่าวได้ว่าการดำเนินทีพีพีต่อไปและปรับการเจรจาใหม่ เป็นไปได้มากกว่าการยกเลิกทั้งหมด

ขณะที่เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงทีพีพีมากที่สุด ทั้งกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปสถาบันและหน่วยงานต่างๆ ในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขันสำหรับความท้าทาย คือ การส่งออกโดยตรงจากเอฟดีไอ และการพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออกที่ช้าเกินไปไม่ทันคู่แข่ง ทั้งด้านการถูกกลืนประเทศด้วยเอฟดีไอ แต่ในภาพรวมหลายความเห็นมองว่าเป็นโอกาสที่ดีต่อเวียดนามมากกว่าในการปฏิรูปท้องถิ่นและการปรับโครงสร้าง และที่โดยตรงคือการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจแรงงานการลงทุน รวมทั้งผลกระทบทางอ้อมอื่นๆ อีกหลายประการ 

โดยเจิ่นมองว่าการค้าระหว่างสหรัฐและเวียดนามไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้น ภายหลังการดำเนินนโยบายของทรัมป์เพียงแต่ว่าเวียดนามจะสูญเสียโอกาสบางอย่างในตลาดสหรัฐ และการขยายการส่งออกอาจชะลอลงด้วยการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสิ่งที่เวียดนามจะทำ คือการยกระดับและการปรับปรุงกระบวนการโครงสร้างที่เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อเพิ่มการผลิตภายในประเทศ โดยพบว่าอัตราของผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์จากเขตการค้าเสรีมีเพียง 38% เท่านั้น ดังนั้นเวียดนามต้องใช้ประโยชน์จากข้อตกลงต่างๆ มากขึ้น

“ผมไม่คิดว่าการกีดกันจะเป็นอุปสรรคเท่าใดกับผู้ประกอบการสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม เพราะการลงทุนในเวียดนามยังมีข้อดีด้านต้นทุนการผลิตและค่าแรงงาน ที่โดยรวมจะเป็นผลดีต่อธุรกิจมากกว่า” เจิ่น กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ