
ต้องมีสติ เวลาใช้สตางค์
การมีสติ คือ การรู้ตัว ว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร รู้ผิดชอบชั่วดี รู้อะไรเหมาะ อะไรควร สติเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา
โดย...มิสเตอร์เซฟ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
การมีสติ คือ การรู้ตัว ว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร รู้ผิดชอบชั่วดี รู้อะไรเหมาะ อะไรควร สติเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “สติไม่มา ปัญญาไม่เกิด” กันมาบ้างแล้ว
ต้องยอมรับว่า การใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้จำเป็นต้องอาศัยสติอย่างมากในการนำพาชีวิตให้ก้าวไปในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การบริหารบ้านเมือง รวมไปถึงการอยู่ร่วมกันในครอบครัว
ในสังคมล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยสติทั้งนั้น ยิ่งในภาวะปัจจุบัน มีสารพัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ น้ำท่วม หิมะตกหนัก สึนามิ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า เครื่องบินตก ฯลฯ ไม่มีใครบอกได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราควรเผชิญหน้ากับทุกปัญหาอย่างมีสติ
การใช้เงินก็เช่นกัน ต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ยิ่งในภาวะปัจจุบันนี้โลกก้าวหน้าไปมาก มีสินค้าและบริการมากมายถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับมนุษย์เราจนเกิดความเคยชินที่ขาดไม่ได้
นอกจากปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราแล้ว ปัจจุบันนี้ปัจจัยที่ 5 ที่ 6 ก็ถูกสร้างขึ้นมาและทำให้หลายคนคิดว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตที่ทุกคนต้องมี เช่น โทรศัพท์มือถือ กลายเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับคนเกือบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะยากดีมีจน จำเป็นหรือไม่จำเป็น ก็ขอมีไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าเชย
ที่จริงแล้ว น่ากลัวมากสำหรับความคิดเช่นนี้ แสดงว่าเรากำลังไม่มีสติ หากใครเคยได้ชมรายการ “หลุมดำ” ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เมื่อก่อนนี้ จะเห็นว่าค่านิยมผิดๆ เหล่านี้ยังมีอีกมากมายในสังคมไทย ซึ่งทางรายการได้นำเสนอเรื่องราวการก่อหนี้สินจากบัตรเครดิตให้ผู้ชมได้เห็น
โดยเริ่มแรกชายผู้หนึ่งคิดจะทำบัตรเครดิต เนื่องจากลูกน้องและเพื่อนร่วมงานหลายๆ คนมีบัตรเครดิตใช้กัน ตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นถึงระดับหัวหน้าเขาแล้ว ไม่มีบัตรเครดิตใช้ ลูกน้องระดับต่ำกว่ายังมีบัตรเครดิตกันเลยประกอบกับการสมัครมีของแถมด้วย ก็เลยตัดสินใจทำบัตรเครดิตบ้าง
แรกๆ ก็รู้สึกดีที่ใช้จ่ายสะดวก เวลาซื้อของไม่ต้องจ่ายเงินสด แต่ด้วยความไม่ระมัดระวังหรือความไม่เข้าใจในการใช้บัตรเครดิต ในที่สุดก็เกิดเป็นหนี้ขึ้นมามากมาย จากที่มี 1 ใบ ก็ต่อยอดเป็น 2 ใบ 3 ใบ สาเหตุที่ทำบัตรเครดิตเพิ่มก็เพื่อรูดเงินจากบัตรใบใหม่ไปชำระหนี้ใบเก่าไปเรื่อยๆ แต่มันไม่เพียงแค่นั้น เพราะมีดอกเบี้ยเกิดขึ้น ยอดหนี้ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถชำระได้ จนถูกตามทวงหนี้สารพัดรูปแบบ เกิดปัญหาทั้งการงานและชีวิตครอบครัว จนไม่รู้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร
ชายผู้นี้ บอกว่า ถ้าย้อนอดีตได้จะไม่ทำแบบนี้ แต่ละเดือนเมื่อบิลค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาเรียกเก็บ เงินเดือนที่ออกมาก็แทบจะหมดแล้ว บางรายไม่พอจ่ายก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ทั้งนอกระบบและในระบบ เผลอแป๊บเดียวดอกเบี้ยท่วมหัว จากหนี้เริ่มต้นหลักหมื่นกลายเป็นหลักแสน สุดท้ายลงเอยด้วยการลาออกจากงาน และต้องหลบๆ ซ่อนๆ หนีเจ้าหนี้ ครอบครัวแตกสลาย อนาคตก็พลอยดับวูบ
เหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราใช้จ่ายอย่างมีสติ หากเรามีเงินเดือนไม่มากพอและริอยากใช้บัตรเครดิต ต้องรู้จักประมาณตน ต้องเข้าใจวิธีการใช้บัตร และต้องหมั่นตรวจสอบยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตตลอดเวลา ว่าเกินงบประมาณของเดือนนี้หรือยัง
ที่สำคัญต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ อะไรควรซื้อ อะไรไม่ควรซื้อ เพราะการใช้บัตรเครดิตเป็นการใช้เงินล่วงหน้าหรือเงินในอนาคต คือ ใช้เดือนนี้ แต่ไปจ่ายเดือนหน้า
วิธีที่ดีที่สุด ในทุกเดือนเมื่อรับเงินเดือนมาแล้ว ให้แบ่งไว้เลยว่าจะเก็บเท่าไหร่ แยกเงินก้อนนี้ออกมาเข้าบัญชีคนละบัญชี และห้ามทำบัตร ATM เพื่อให้เป็นบัญชีสำหรับเก็บเงินจริงๆ
ที่เหลือแยกไปอีกหนึ่งบัญชีสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ หากทำเช่นนี้ได้ทุกเดือน วันหนึ่งข้างหน้าเราจะมีเงินก้อน และสามารถขยับขยายไปออมเงินในรูปแบบอื่นๆ ที่ได้ผลตอบแทนมากขึ้น รับรองว่าอนาคตข้างหน้าไม่ลำบากแน่ หากเรารู้จักใช้จ่ายอย่างมีสติและรู้จักเก็บออม







